[KnB Fic] Replay - Chapter 49 [Ao*Kuro]

posted on 08 Apr 2015 08:08 by freyaminnie in Fiction, KnB
 
 
 
 
 

Title : Replay

Author : freyaminnie

Fandom : Kuroko no Basket

Paring :  Aomine x Kuroko 

Rating : PG-13 

 

 

 

<< Previous | Next >>

 

 

 

49

 
 
 
 
 
 
อาโอมิเนะไม่ได้อยู่ตรงนั้น




ทำไมล่ะ? 




แม้ภายนอกจะดูเรียบเฉยเหมือนทุกครั้ง ทว่าในหัวของคุโรโกะหมุนวนไปหมด 




ทำไมอาโอมิเนะคุงถึงได้ไม่มาแข่ง ทำไมถึงไม่มาปรากฏตัว 




ทั้งที่คิดว่าจะได้เจอแล้วแท้ๆ แต่อีกฝ่ายกลับไม่อยากเห็นหน้าเขาอย่างนั้นเหรอ




“หมอนั่นมาสายน่ะ” เขาได้ยินเด็กหนุ่มคนหนึ่งในทีมโทโอบอกแบบนั้น ก็สมเป็นอาโอมิเนะในตอนนี้อยู่หรอก คนที่ไม่สนใจบาสเก็ตบอล ไม่สนใจที่จะซ้อม หรือแม้กระทั่งการแข่ง




เขาควรจะดีใจมากกว่าสิที่เอสของฝั่งตรงข้ามไม่ปรากฏตัว เพราะมันจะทำให้พวกเขาเอาชนะได้ง่ายขึ้น และเข้าใกล้เป้าหมายที่ต้องการเข้าไปอีกก้าว




‘ผมจะทำให้คุณเป็นที่หนึ่งในญี่ปุ่น’



ใช่แล้ว เขาสัญญากับคางามิคุงไว้ สัญญากับทุกๆคนในเซย์รินไว้ว่าจะเป็นที่หนึ่งในญี่ปุ่นให้ได้




และโทโอก็เป็นกำแพงสูงใหญ่ที่พวกเขาจะต้องข้ามผ่านไปให้ได้




การไม่มีอาโอมิเนะคุงอยู่แบบนี้ ทำให้โอกาสในการคว้าชัยชนะของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก




แต่ว่า..




ถึงจะเอาชนะโทโอได้ ถึงจะเป็นที่หนึ่งในญี่ปุ่นได้ แต่ถ้าเอาชนะอาโอมิเนะคุงไม่ได้ ก็ไม่อาจเปลี่ยนอะไรได้ ไม่สามารถจะนำเอาคนคนนั้นคนเดิมกลับคืนมาได้ ไม่อาจนำรอยยิ้มของคนสำคัญกลับคืนมาได้อยู่ดี




เป้าหมายที่แสนจะเห็นแก่ตัวของเขา เป้าหมายที่แท้จริงของเขา ความตั้งใจที่เขาปิดบังไว้ แม้แต่คู่หูอย่างคางามิคุงก็ไม่รู้ 




โอกาสที่มาอยู่ตรงหน้า ทว่ากลับยิ่งห่างไกลออกไปอีก




ทำไม..




เสียงกัปตันทีมเรียกทุกคนไปรวมตัวกลางสนามเมื่อการแข่งขันใกล้จะเริ่มขึ้นทุกทีดึงเขากลับมาสู่ความจริงที่อยู่ตรงหน้า




ในตอนนี้พวกเขากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับโทโอในลีกชิงชนะเลิศ และต้องเอาชนะให้ได้เพื่อที่จะได้ไปสู่อินเตอร์ไฮระดับประเทศ ที่ซึ่งเป็นความฝันของรุ่นพี่และทุกๆคนในทีม




ต่อให้คิดถึงเรื่องคนที่ไม่มาปรากฏตัวในที่นี้ไปก็ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้อยู่ดี




คุโรโกะสูดลมหายใจเข้าลึก เก็บกดความผิดหวังไว้ภายใน ก่อนจะก้าวออกไปสู่สนาม


 
 
 
 
 
 
 - Replay - 
 
 
 
 
 
 
 
 


พวกเขาประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป




แม้จะไม่มีอาโอมิเนะ แต่โทโอเองก็ไม่ใช่ทีมกระจอกๆที่พวกเขาจะสามารถเอาชนะได้ง่ายๆ นอกเหนือจากความสามารถอันโดดเด่นของผู้เล่นแต่ละคนแล้ว ยังมีข้อมูลการวิเคราะห์ที่แม่นยำจากอดีตผู้จัดการทีมเทย์โควอย่างโมโมอิ ทำให้ไม่ว่าเซย์รินจะทำอะไรก็จะถูกคาดเดาได้เสมอ ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ขาของคางามิที่เกือบจะหายดีแล้วกลับมีอาการกำเริบขึ้นมาอีก 




แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่คิดว่าจะแพ้ 




อย่างน้อยการเล่นประสานงานระหว่างคู่หูแสงกับเงาคู่ใหม่ก็สามารถทำให้พวกโทโอประหลาดใจได้ ทั้งยังไม่เคยมีอยู่ในข้อมูลของผู้จัดการสาวทำให้คาดเดาได้ยากอีก




แม้จะตกเป็นรองแต่ก็ยังตามหลังแค่ไม่กี่แต้ม พวกเขายังมีโอกาสไล่ทันได้อยู่ในเมื่อเหลือเวลาอีกตั้งครึ่งหนึ่งของการแข่งขัน




“คางามิคุง ไหวนะครับ” คุโรโกะถามคู่หูหลังจากที่โค้ชพันข้อเท้าเพื่อบรรเทาอาการบาดเจ็บให้อีกฝ่ายเสร็จ 




“ถามอะไรยังงั้นฟะ เหลือเวลาให้ลุยอีกตั้งครึ่ง แค่นี้ไม่ตายหรอก” ร่างสูงกว่าฉีกยิ้มให้อย่างมั่นใจและพร้อมที่จะเดินลงสนาม





“ช่าย มันต้องขึงขังเข้าไว้แบบนั้นแหละดีแล้ว ไม่งั้นก็น่าเบื่อแย่สิ”  





เจ้าของแขนสีแทนในชุดวอร์มสีดำสนิทที่วางพาดมาบนบ่า กับน้ำเสียงทุ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเรียกเสียงฮือฮาจากคนทั้งในและนอกสนาม โดยเจ้าตัวหาได้แสดงท่าทีทุกข์ร้อนไม่แม้ว่าตัวเองจะมาสายจนเกือบครึ่งของการแข่งขันก็ตาม




อดีตเอสของเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์ที่เก่งกาจ ตอนม.ต้นนั้นโรงเรียนม.ปลายหลายๆแห่งก็อยากจะได้ตัวเขาไปร่วมทีมด้วยกันทั้งนั้น ทว่าเมื่อเจ้าตัวมีเงื่อนไขว่าอย่างไรก็จะไม่ฝึกซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมเด็ดขาดซึ่งนั่นยอมรับไม่ได้ สุดท้ายแล้วจึงเป็นโรงเรียนหน้าใหม่อย่างโทโอที่ได้ตัวเขาไปร่วมทีม




ทีมที่เน้นความสามารถเฉพาะตัวของแต่ละคนมากกว่าทีมเวิร์ก อาจจะเหมาะกับคนที่คิดว่าตัวเองเก่งที่สุดและไม่เคยคิดจะพึ่งคนอื่นอย่างที่สุดแล้ว




เป็นทีมที่ตรงกันข้ามกับทีมที่เน้นทีมเวิร์กอย่างเซย์รินโดยสิ้นเชิง




“อาโอมิเนะ!?” คางามิที่ได้สติปัดมือคนถือวิสาสะทำตัวสนิทสนมออกโดยทันที สายตาจับจ้องไปยังคู่แข่งสุดร้ายกาจที่เขาเคยพ่ายแพ้มาครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้จะไม่เป็นแบบนั้นแน่ 




“นายมาสาย ไปเปลี่ยนชุดลงสนามได้แล้วอาโอมิเนะ!” อิมะโยชิตวาดใส่ลูกทีมเจ้าปัญหา 




“เห แต่ก็นำอยู่ไม่ใช่เหรอไง” อาโอมิเนะพูดก่อนจะหันไปมองสกอร์บอร์ดที่เหลือเวลาครึ่งแรกอีกแค่ไม่ถึง 2 นาทีเท่านั้น ทว่าโค้ชกลับสั่งให้คนมาสายลงสนามอยู่ดี




‘โทโอเปลี่ยนตัวผู้เล่น’ เสียงประกาศจากข้างสนามทำให้เกมชะงักไปชั่วครู่ 




เด็กหนุ่มผิวแทนยืนอยู่ตรงเส้นข้างสนามเตรียมรอเปลี่ยนตัวอย่างเนือยนาย บางทีอาจจะเพราะเพิ่งมาถึงก็ถูกเรียกลงสนามเลยโดยยังไม่ได้วอร์มอัพ หรือเจ้าตัวอาจจะไม่ได้จริงจังกับการแข่งขันนี้ตั้งแต่ต้นก็เป็นได้




นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มที่ราวกับจะเบื่อหน่าย ทว่ากลับจ้องมองไปในสนาม ยังจุดที่มีใครคนนึงยืนอยู่




นับตั้งแต่ที่ได้พบกันครั้งสุดท้ายก็ไม่รู้ว่านานแค่ไหนแล้ว




ความรู้สึกที่ทั้งโหยหาและก็ชิงชังนี้  




ทั้งคิดถึงและโหยหา ร่างกายที่เคยตระกองกอดไว้แนบกายยังจดจำได้ดี สัมผัสนุ่มนวลที่ยังคงตามมาหลอกหลอนทุกครั้งในความฝัน 




ทั้งโกรธและผิดหวังที่ถูกหักหลัง กับคนที่ทิ้งเขาไปเพื่อไปหาคู่หูคนใหม่ได้อย่างง่ายดายราวกับเรื่องของพวกเขาไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน




อยากจะวิ่งไปคว้ามากอดไว้แล้วไม่ยอมปล่อยให้หนีหายไปจากอ้อมกอดอีกแม้แต่เสี้ยววินาที




“ไง เท็ตสึ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” เขาเอ่ยทักตามมารยาทของ ‘เพื่อนเก่า’ ที่ไม่ได้เจอกันนาน ถ้อยคำเพียงเรียบๆไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น 




ร่างเล็กตรงหน้าที่แทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยยกเว้นแต่ชุดยูนิฟอร์มที่ดูแล้วแสนน่าหงุดหงิดนั่น สิ่งที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าตอนนี้พวกเขายืนอยู่คนละข้าง และสิ่งที่เคยมีร่วมกันในอดีตนั้นมันจบสิ้นลงไปแล้ว




“ผมจะเอาชนะคุณให้ได้ครับ” คุโรโกะเอ่ย 




“ถ้าคิดว่าทำได้ก็ลองดูสิ” อาโอมิเนะยิ้มหยัน 





.
.
.
.
.




ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 นาทีอาจจะยังบอกอะไรไม่ได้มากนัก แต่อย่างน้อยก็พอรู้ว่า อาโอมิเนะคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก ได้เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนแล้ว




ความเก่งกาจที่เพิ่มขึ้นจนทาบไม่ติด พรสวรรค์ที่เริ่มเบ่งบานในช่วงเทย์โควยังเทียบไม่ได้กับสิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า การเคลื่อนไหวที่หลุดพ้นจากขีดจำกัดของมนุษย์ ความรวดเร็วที่แทบจะมองตามไม่ทัน




และเหนืออื่นใด สายตาที่เคยมองเขาอย่างอ่อนโยนและรอยยิ้มที่เคยชื่นชอบเหลือเกินนั้น ได้จางหายไปจนสิ้น




ทั้งที่น่าจะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนไป แต่พอได้เห็นคนที่ภายนอกดูคุ้นเคยแต่ภายในกลับไม่ใช่คนที่เขาเคยรู้จักแล้วยิ่งทำให้หัวใจรู้สึกเจ็บแปลบ




“ครึ่งหลังนี้เราจะให้คุโรโกะคุงพักก่อน เข้าใจนะ” โค้ชหันมาสั่งเด็กหนุ่มที่นั่งเงียบมาตั้งแต่พวกเขาเข้ามาในห้องล้อกเกอร์ และทำให้คนที่นั่งเหม่ออยู่นั้นต้องเงยหน้าขึ้นมา




“โค้ชครับ ครึ่งหลังผมก็จะขอลงด้วย" เขารีบขัดทันทีที่โค้ชพูดจบ




“พูดอะไรน่ะคุโรโกะ มิสไดเรกชั่นของนายมันอยู่ไม่ได้ทั้งแมทช์ไม่ใช่หรือไง?” กัปตันทีมถามอย่างประหลาดใจ เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นรุ่นน้องจืดจางผู้นี้ทำตัวดื้อขึ้นมาแบบนี้ ทั้งที่ปกติแทบจะไม่มีความเห็นหรือกลืนไปกับฉากหลังเลยด้วยซ้ำ




ทุกคนในทีมต่างรู้ดีว่าการเผชิญหน้ากับหนึ่งในเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอสโดยที่ไม่มีผู้เล่นอย่างคุโรโกะนั้นเป็นงานที่หินมาก ถ้าเปลี่ยนตัวออกตอนนี้พวกเขาอาจจะยิ่งโดนนำห่างออกไปก็ได้ ทว่าถ้าปล่อยให้เล่นต่ออาจจะทำให้มิสไดเรกชั่นที่เป็นไม้ตายเสื่อมจนใช้งานไม่ได้ 




“ไม่ครับ ยังไงผมก็จะลง” คุโรโกะรั้น นัยน์ตาสีฟ้าโชนแสงกล้าว่ายังไงก็ไม่ยอมถอยแน่ “เพราะผมจะต้องเอาชนะอาโอมิเนะคุงให้ได้”




การแข่งขันที่รอคอยมาตลอด เป้าหมายที่สำคัญที่ทำให้เขาก้าวมาจนถึงจุดนี้ได้ เหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะทำสำเร็จแล้ว เรื่องอะไรจะยอมถูกเปลี่ยนตัวออกกันล่ะ 




ถ้าไม่ได้เอาชนะอาโอมิเนะคุงด้วยบาสเก็ตบอลของเขา ถ้าสุดท้ายแล้วอีกฝ่ายไม่เปลี่ยนไป แล้วจะมีประโยชน์อะไรกันล่ะ 




“คุโรโกะ..” คางามิพูดเสียงเรียบ 




ก่อนจะยัดลูกมะนาวทั้งลูกที่โค้ชทำไว้เข้าปากอีกฝ่ายเต็มๆ





“ให้มันน้อยๆหน่อยเฟ้ย คนที่บอกว่าคนเดียวชนะไม่ได้ก็คือนายไม่ใช่หรือไง หัดเชื่อใจคนอื่นเค้าบ้างสิฟะ” เขาพูดอย่างหงุดหงิด 





ก็พอจะรู้อยู่หรอกว่าสองคนนั้นมีอดีตต่อกัน แต่ความต้องการที่จะเผชิญหน้ากับอาโอมิเนะของคุโรโกะนั้นดูแตกต่างจากตอนที่เจอกับเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์คนอื่นโดยสิ้นเชิง





คุโรโกะบอกว่ากับอาโอมิเนะเคยเป็นคู่หูกันสมัยเรียนม.ต้น เช่นนั้นก็คงเหมือนกับที่ตอนนี้เป็นคางามิ ถ้าแบบนั้นแล้วทำไมถึงได้อยากจะเอาชนะด้วยตัวเองให้ได้มากมายถึงขนาดนั้น 




นัยน์ตาสีแดงเข้มจับจ้องเขม็ง ถึงเขาไม่ค่อยฉลาดแต่ก็พอจะรู้ว่าต้องมีอะไรมากกว่าที่บอกมาแน่ๆ แต่เจ้าตัวกลับปิดปากเงียบซะอย่างนั้น




“ก็ได้ครับ” เด็กหนุ่มผมฟ้ายอมตกลงในที่สุด แม้จะดูไม่เห็นด้วยอยู่ลึกๆก็ตามที




เมื่อตกลงกันได้แล้ว ช่วงเวลาที่เหลือโค้ชจัดตำแหน่งและวางแผนเพิ่มอีกเล็กน้อย ในครึ่งแรกพวกเขาประเมินคู่ต่อสู้ต่ำเกินไปจึงต้องมีการปรับกลยุทธ์พร้อมกับเตรียมรับมือเอสแห่งเจเนอเรชั่นปาฏิหารย์ที่พวกเขายังไม่เห็นฝีมืออีกด้วย




ถึงขั้นนี้แล้ว ยังไงก็ต้องลุยให้เต็มที่




“คางามิคุงครับ” คุโรโกะเรียกคู่หูไว้ก่อนเดินออกไปนอกห้องเปลี่ยนเสื้อ “ตั้งแต่พรสวรรค์ของอาโอมิเนะคุงเบ่งบาน ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะเก่งขึ้นอีกขนาดไหน ระวังตัวด้วยนะครับ” 




“เออ อยากเจออยู่แล้ว” คางามิกลับมีสีหน้าตื่นเต้นกับคำเตือนนั้น เขาแทบจะอดใจไว้ไม่อยู่ที่จะได้เจอคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง




และเมื่อยิ่งมองไปยังม้านั่งฝั่งตรงข้าม อาโอมิเนะที่ผ่านการวอร์มอัพมาปรากฏตัวด้วยออร่าที่พร้อมจะเข้าสู่สนามแตกต่างจากครึ่งแรกอย่างสิ้นเชิง สายตาที่ดุดันและท้าทายนั่นทำให้ขายิ่งสั่น ต้องการที่จะเผชิญหน้า




สิ้นเสียงนกหวีดสัญญาณครึ่งหลัง แล้วเอสของทั้งสองทีมก็พุ่งตัวเข้าหาลูกบาสเก็ตบอลในทันที





.
.
.
.
.




แม้จะเคยเผชิญหน้ากับอดีตเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์ที่ขึ้นชื่อว่าไร้คู่ต่อสู้มาแล้วถึงสองคน ไม่ว่าจะเป็นคิเสะ เรียวตะ หรือมิโดริมะ ชินทาโร่ ทั้งสองล้วนเก่งกาจอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็ไม่เคยมีซักครั้งที่จะคิดว่าสู้ไม่ได้ หรือไม่อาจเอาชนะได้




จนกระทั่งได้เผชิญหน้ากับคนคนนี้




การชู้ตที่ไร้รูปแบบและไม่อาจคาดเดาได้ ไม่ว่าจะอยู่ในจุดที่เสียเปรียบมากขนาดไหน ถึงจะอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ว่ายังไงก็ไม่อาจเอื้อมถึงห่วงได้ก็ตาม





เพราะบาสเก็ตบอล เหมือนกับเป็นอวัยวะอย่างที่ 33 ของอาโอมิเนะ ที่สามารถควบคุมได้ดั่งใจ สั่งการได้โดยไม่ต้องใช้สมอง แค่นึกว่าอยากให้ทำอะไรก็เป็นไปได้หมด 




คางามิพยายามใช้ความสูงเข้าสู้ด้วยการกระโดด แม้ว่าขาของเขาจะยังไม่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เต็มที่ก็ตาม ทว่ามันกลับไม่อาจช่วยอะไรได้มากนักเมื่ออีกฝ่ายสามารถชู้ตได้แม้ว่าตัวจะเกือบเอนราบกับพื้นแล้วก็ตาม




ความเก่งกาจอย่างเหลือร้ายที่ไม่อาจเทียบได้ ความว่องไวที่ไม่อาจตามทัน 




สมกับเป็น เอสแห่งเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์ อาโอมิเนะ ไดกิ





น่าเบื่อ นี่น่ะเหรอแสงของนาย นี่น่ะเหรอ ทีมที่นายเลือกที่จะฝากความหวังไว้น่ะ ช่างน่าเบื่อสิ้นดี




อาโอมิเนะมองเห็นการเคลื่อนไหวของลูกบาสเก็ตบอลได้อย่างชัดเจน เขาชิงบอลมาจากมือของคางามิที่กำลังจะกระโดดชูดได้อย่างง่ายดย




เชื่องช้าชะมัด อย่างนี้น่ะเหรอ จะมาเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้น่ะ




เอสโทโอเลี้ยงลูกหลบกองหลังของเซย์รินอย่างคล่องแคล่ว ด้วยความเร็วที่ไม่มีใครตามทันได้ไม่ทันไรก็มาถึงระยะเล็งหวังผลได้และเขาก็ไม่รอช้าที่จะเทคตัวขึ้นชู้ต




ทว่าคางามิที่พุ่งตัวตามมาจากด้านหลัง กระแทกเข้ากับลำตัวด้านข้างเต็มๆ พร้อมกับเสียงกรรมการเป่านกหวีดฟาวล์ 




ในช่วงเสี้ยวนาทีนั้นมือข้างที่ถือลูกไว้กลับตวัดไปด้านหลังตามสัญชาติญาณ ไม่จำเป็นต้องใช้สมอง แค่เคลื่อนไหวตามที่ร่างกายเคยชิน




ลูกบาสสีส้มในมือถูกโยนลงห่วงด้วยท่วงท่าที่แทบไม่น่าเป็นไปได้ ไร้หลักการ ไร้แบบแผนอย่างแท้จริง




ชั่วขณะหนึ่งที่เขาคิดว่าหมอนี่อาจจะพอมีอะไรบางอย่างที่สูสีกับเขาได้ ซึ่งนั่นมันน่าขันสิ้นดี





แถมเขาก็เบื่อแล้วด้วย 




“คนที่จะเอาชนะฉันได้ มีแต่ตัวฉันเท่านั้น” อาโอมิเนะพูดอย่างอวดดี ทว่าในเวลานี้ กับการเล่นที่เพิ่งเห็นไปเมื่อครู่ไม่ว่าใครก็อดที่จะเห็นด้วยกับสิ่งที่เจ้าตัวพูดมาไม่ได้




“ลำพังแกน่ะเอาไม่อยู่หรอก” เขาพูดตอกใส่หน้าเอสแห่งเซย์ริน ก่อนที่จะปรายตามองไปยังม้านั่งข้างสนาม ไปยังร่างโปร่งผมสีฟ้าที่แสนคุ้นเคย “ลงมาสิเท็ตสึ ขอฉันดูพลังของแสงกับเงาคู่ใหม่หน่อยเป็นไง” 





คุโรโกะค่อยๆลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ข้างสนามอย่างช้าๆ หัวใจเต้นแรงด้วยความคาดหวัง ก่อนจะรู้สึกได้ว่าขาของตัวเองกำลังสั่น




พลันให้นึกถึงครั้งแรกที่ได้ลงสนามในฐานะตัวจริง ในวันนั้น ขาของเขาก็สั่นแบบนี้ ทว่า สิ่งที่ต่างกันคือ เด็กหนุ่มผิวแทนที่ยืนอยู่ในสนามนั้น บัดนี้ไม่ได้ใส่เสื้อสีเดียวกับเขาอีกต่อไปแล้ว




อาโอมิเนะคุง เป็นคู่แข่ง 




คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด และเป็นคนที่อยากจะเอาชนะให้ได้มากที่สุด




เพราะเชื่อว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ที่จะนำเอาอาโอมิเนะคุงคนเก่ากลับคืนมาได้




มือกำแน่นเพื่อระงับความตื่นเต้นและพยายามข่มให้ทั้งหัวใจที่เผลอเต้นไม่เป็นจังหวะและขาที่สั่นไหวไม่ให้แสดงอาการออกมา ค่อยๆก้าวลงไปในสนามอย่างมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้




“ขอโทษทีนะ ฉันทำอะไรหมอนั่นไม่ได้เลย” คางามิพูดพลางก้มหน้ามองพื้นอย่างรู้สึกผิด 




“พูดอะไรน่ะครับ ก็บอกแล้วนี่ว่าเราจะสู้ไปด้วยกันน่ะ” คุโรโกะเอ่ยกับคู่หู 




โดยไม่ทันสังเกตเห็นว่า คำว่า ‘ เรา’ ที่พูดออกไปนั้น ทำให้สีหน้าของใครบางคนยิ่งแข็งกร้าวขึ้นกว่าเดิม




“หึ.. เข้ามาเลย” อาโอมิเนะแสยะยิ้มอย่างท้าทาย 




.
.
.
.
.





เกมของเซย์รินดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทันทีที่คุโรโกะลงสนาม 




เพราะการถูกเปลี่ยนตัวออกไปช่วงหนึ่งในครึ่งหลัง ทำให้มิสไดเรกชั่นกลับมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง ลูกพาสสามารถถูกส่งจากกองหลังไปสู่แป้นของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ



ด้วยอิกไนท์พาสของเขา จนแม้แต่อาโอมิเนะเองยังอดประหลาดใจไม่ได้




แค่มีเท็ตสึในสนาม ก็ทำให้เกมเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ สมแล้วที่เคยเป็นผู้เล่นมายาคนที่หกของเทย์โคว 




“แต่ว่านะ นายก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากตอนม.ต้นเลยซักนิด” ใช่แล้ว สมัยก่อนที่เคยเล่นกับเขาเท็ตสึก็เป็นแบบนี้ ยังคงเอาแต่พึ่งพาคนอื่น ยังคงต้องอาศัยพลังของ ‘แสง’ เพื่อที่จะทำให้เงาปรากฏขึ้นมาได้ 




“น่าผิดหวังจริงๆ นายคิดว่าแค่นี้จะเอาชนะฉันได้งั้นเหรอ?” 




นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มที่มองลงมาอย่างดูแคลนนั้นแสนขุ่นมัว ปกปิดซ่อนความรู้สึกอื่นใดๆไว้ภายในอย่างมิดชิด ทำให้ไม่สามารถอ่านออกได้ ทั้งที่เมื่อก่อนแค่มองตาเขาก็สามารถบอกได้แล้วแท้ๆว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร หรือคิดอะไรอยู่




คุณที่เปลี่ยนไปขนาดนี้ เป็นเพราะอะไรกัน




“ใช่แล้วครับ ผมจะเอาชนะคุณให้ได้ ด้วยบาสเก็ตบอลในแบบของผม”




แล้วแววตาคู่นั้นก็จะได้กลับมามองเขาด้วยสายตาแบบเดิม




เกมเริ่มขึ้นอีกครั้ง เซย์รินยังเป็นฝ่ายไล่ตามหลังอยู่ 10 แต้ม พวกเขาต้องเร่งเกมรุกให้มากขึ้นกว่าเดิมก่อนที่มิสไดเรกชั่นจะเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพอีก




อิสึกิพาสบอลให้คุโรโกะที่อยู่กลางสนาม เด็กหนุ่มผมฟ้ากวาดสายตามองหาเป้าหมายอย่างว่องไวก่อนจะหมุนตัวเพื่อเพิ่มความเร็วให้กับการส่งลูก




ทว่า เขากลับลืมเรื่องสำคัญที่สุดไป 




“นายลืมอะไรไปอย่างนะ เท็ตสึ คิดว่าใครกันล่ะรู้จักบาสเก็ตบอลของนายดีที่สุด คนที่รับลูกพาสของนายมามากที่สุดน่ะ”




ลูกบาสเก็ตบอลที่ถูกส่งออกจากมือด้วยความเร็วสูง กลับถูกหยุดเอาไว้ได้อย่างแม่นยำด้วยมือเพียงข้างเดียว ราวกับรู้ดีว่าวิถีของลูกบาสนั้นจะมุ่งไปทางไหน ราวกับเห็นมาเป็นร้อยๆเป็นพันๆครั้ง




“ลูกพาสของนายน่ะ ผ่านฉันไปไม่ได้หรอก” 




อาโอมิเนะกล่าวสำทับ ท่ามกลางความตกตะลึงและประหลาดใจของทีมเซย์รินทั้งหมด เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครหยุดลูกพาสที่เพิ่มความเร็วและแรงด้วยการหมุนอย่างนี้มาก่อน




ที่ผ่านมา เขายังไม่เคยต้องเผชิญหน้ากับอาโอมิเนะ ไดกิ 




นัยน์ตาสีฟ้าเบิกกว้าง เมื่อเห็นไม้ตายของเขาถูกหยุด แล้วอีกฝ่ายก็ชิงลูกไปได้อย่างง่ายดาย




‘ฉันน่ะลืม วิธีการรับลูกพาสของนายไปหมดแล้ว’ 




ถ้อยคำที่เคยเปรียบเสมือนกับเหล็กแหลมทิ่มแทงใจในวันฝนตกวันนั้นย้อนกลับมาในหัว พร้อมกับความหนาวเหน็บที่รู้สึกได้ผ่านผิวกายที่เปียกชื้นจากสายฝน




แม้หัวใจจะลืมความรู้สึกนั้นไปแล้ว ทว่าร่างกายกลับยังจำได้อยู่เสมอ




‘คิดว่าใครกันล่ะ ที่รับลูกพาสของนายมามากที่สุด’ 




อาโอมิเนะเลี้ยงลูกบาสหลบผู้เล่นของเซย์รินเข้าหาแป้นบาสฝั่งตรงข้ามโดยไม่ลดความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย ผ่านทั้งอิสึกิ และฮิวงะ จนกระทั่งเหลือเพียงคางามิ และคุโรโกะที่โดดขึ้นป้องกันเป็นด่านสุดท้าย 




ทว่า ก็เหมือนเช่นเคย ที่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งอาโอมิเนะ ไดกิได้




เอสแห่งโทโอดันผ่านแล้วดั๊งก์ลูกลงห่วงไปได้ แรงจากการกระแทกส่งให้ทั้งสองคนล้มลงไปกองกับพื้นอย่างหมดท่า พวกเขา ไร้ทางสู้โดยสิ้นเชิง




“น่าเสียดายที่นายไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจากตอนม.ต้น หมายถึงนายไม่เคยพัฒนาขึ้นด้วย”




‘คนที่รักบาสเก็ตบอลมากกว่าใครๆ คนที่พยายามมากกว่าใครๆอย่างนาย ไม่มีทางไม่ก้าวหน้าขึ้นได้หรอก’




นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจ้องมองลงมาอย่างผิดหวังและดูถูก จ้องมองลงมาจากที่สูงกว่าอย่างที่แค่แหงนหน้าขึ้นมองอย่างไม่อาจจะเอื้อมมือไปถึงได้




“บาสเก็ตบอลของนาย เอาชนะฉันไม่ได้หรอก” 




‘แต่ถ้านายยอมแพ้ทุกสิ่งมันก็จบไม่ใช่หรือไง’




“ยอมแพ้ซะเถอะ เท็ตสึ” 





.
.
.
.
.




ความพยายามทุกอย่างไร้ผล อิกไนท์พาสที่ถูกสกัดได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จากคนที่คุ้นชินกับมันมากที่สุด 




มิสไดเรกชั่นที่ถูกมองออกได้อย่างง่ายดาย เพราะสายตาสีน้ำเงินคู่นั้น ไม่เคยซักครั้งที่จะละไปจากภาพของเด็กหนุ่มตรงหน้า 




คุโรโกะรู้จักอาโอมิเนะดีที่สุด นั่นย่อมหมายความว่าอีกฝ่ายก็รู้จักเขาดีที่สุดเช่นกัน 




ซ้ำร้าย การที่คางามิจงใจหลีกเลี่ยงการใช้งานขาข้างที่มีปัญหา ทำให้ขาอีกข้างที่เหลือต้องรับภาระหนักเกินไป โค้ชจึงตัดสินใจบังคับเปลี่ยนตัวออกเมื่อเห็นว่าหากให้แข่งต่ออาจจะเกิดอาการบาดเจ็บถาวรได้




“เดี๋ยวครับโค้ช!! ผมยังแข่งต่อไหวนะ ถ้าเปลี่ยนตัวผมออกไปตอนนี้ล่ะก็...” เด็กหนุ่มผมแดงคัดค้าน ทว่าในสภาพที่ตัวเองยังยืนแทบจะไม่ไหว การกระโดดอีกไม่กี่ครั้งอาจจะทำให้เกิดผลเสียถาวรได้




“หุบปากแล้วออกมาเถอะน่า!” เด็กสาวตะโกนแข่ง เธอไม่อาจเอาอนาคตนักกีฬาของอีกฝ่ายมาเสี่ยงได้ ทั้งพวกเขายังเหลือการแข่งในรอบชิงแชมป์ของโตเกียวอีกถึงสองนัด 




ทั้งที่ใจสู้ยังมีอยู่เต็มเปี่ยม ทว่าสภาพร่างกายกลับไม่เอื้ออำนวย 





ทั้งที่สัญญากันไว้แล้วว่าจะเอาชนะเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์ให้ได้ไปด้วยกัน แต่เขากลับต้องทิ้งอีกฝ่ายไว้ให้เผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดเพียงลำพัง





เหมือนกับนกตัวเล็กๆที่ต้องฝืนบินฝ่าพายุ มันควรเป็นหน้าที่เขาที่จะต้องปกป้องร่างเล็กๆที่หัวใจไม่เล็กไปตามตัวนั่น มันควรเป็นหน้าที่เขาที่ต้องคอยเป็นแสงสว่าง 




“โธ่เว้ย!” คางามิสบถอย่างหัวเสีย ร่างสูงกำหมัดแน่นเพื่อระงับอารมณ์ กระนั้นทั้งความโกรธและความเจ็บใจของเขาก็ยังส่งผ่านราวกับไฟที่ยังคุกรุ่นและไม่ยอมสงบลงง่ายๆ




แต่เอสแห่งเซย์รินถูกเปลี่ยนตัวออกแม้จะไม่เต็มใจ ก็เท่ากับเป็นการดับความหวังอันริบหรี่ที่จะเอาชนะได้ของทีมผู้อาจหาญท้าชิงอย่างสมบูรณ์ 




ยิ่งแข่งต่อไปจำนวนแต้มก็ยิ่งทิ้งห่างเป็นสิบ ยี่สิบ สามสิบแต้ม และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อฝ่ายเซย์รินไม่เหลือแรงหรืออาวุธใดที่จะบุกเข้าไปทำแต้มได้อีก




กลับกัน เอสของโทโอกลับไม่มีท่าทีเหนื่อยล้าหรือจะหย่อนเกมลงเลยแม้แต่น้อย ฝีเท้าที่ว่องไวและคมกริบราวกบเสือดำที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อที่ไร้ทางสู้ให้ตายได้ทุกเมื่อ




นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มโชนแสง จ้องมองยังร่างเล็กกว่าที่ยืนอยู่เบื้องหน้า 




“รู้ผลแพ้ชนะกันแล้ว เร็วกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก” อาโอมิเนะเอ่ย 




โทโอเป็นฝ่ายชนะแล้ว ทั้งผู้เล่นทุกคนและผู้ชมนอกสนามต่างคิดแบบนั้น




“ลูกพาสของนายไร้ความหมาย มิสไดเรกชั่นก็เสื่อมประสิทธิภาพ นายเองก็ไม่ต่างจากผู้เล่นดาดๆทั่วไป” 




เขามองร่างเล็กที่เหงื่อไหลรินไปทั่วร่าง ลมหายใจหอบจนตัวโยน ขาทั้งสองข้างก้าวย่างอย่างไม่มั่นคงและพร้อมจะล้มได้ทุกเมื่อ 




“แสงของนายก็ทอดทิ้งนายไปแล้ว เหลือแค่ตัวคนเดียวจะไปทำอะไรได้” อาโอมิเนะแค่นยิ้ม อดพึงพอใจอยู่ลึกๆไม่ได้ 




ไหนล่ะแสงที่นายแสนจะภาคภูมิใจ คู่หูคนใหม่ที่นายทิ้งฉันไปเพื่อเขา คนที่คุยนักหนาว่าจะสามารถเอาชนะฉันได้ 




“ฉันชนะแล้ว เท็ตสึ” 




คนที่จะเอาชนะฉันได้ มีแต่ตัวฉันเองเท่านั้น ข้อนี้นายยังไม่เข้าใจอีกเหรอ เท็ตสึ




ไม่มีใครคนไหนที่จะแข็งแกร่งไปกว่าเขา ไม่มีแสงดวงไหนที่จะสว่างจ้าไปกว่าเขาอีกแล้ว




“ไม่ครับ มันยังไม่จบ” เสียงนุ่มเอ่ยขึ้น




แม้จะยืนแทบไม่ไหว แม้เสียงที่เอ่ยจะสั่นพร่า แม้แขนจะยกแทบไม่ขึ้นอยู่ แม้สกอร์จะทิ้งห่าง แม้อีกฝ่ายจะเหนือกว่าอย่างไม่เห็นทางชนะได้ก็ตาม





ทว่านัยน์ตาสีฟ้าที่ควรจะเปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวังและท้อแท้นั้นกลับยังคงเปล่งประกายสดใส 




มันสะกดลมหายใจของเขาได้ 




“ถึงใครจะคิดว่าสิ้นหวัง แต่จนกว่านกหวีดจะดังความเป็นไปได้ก็ยังคงไม่ใช่ศูนย์”




“เพราะอย่างนั้น ผมจะไม่มีวันยอมแพ้หรอกครับ” 




เกือบจะลืมไปแล้ว กับความมุ่งมั่นนี้ สิ่งที่ทำให้เขาติดใจร่างเล็กๆที่แสนจะจืดจางและไม่โดดเด่นตั้งแต่ได้พบกันในโรงยิมสี่ที่มืดมิด แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่ความเข้มแข็งของจิตใจนั้นกลับมีเหนือยิ่งกว่าใครๆทั้งหมด




ความมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ แม้จะมีอุปสรรคแค่ไหน แม้หนทางข้างหน้าจะมืดมิดเพียงใด 




สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกกับอีกฝ่ายมากมายถึงเพียงนี้




“เหอะ นายยังเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนจริงๆ” อาโอมิเนะแค่นหัวเราะอย่างสมเพช 




ต่อให้พยายามยังไง สุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายชนะ เรื่องมันก็แค่นั้น




แต่ทำไม เขากลับไม่รู้สึกดีใจเลยซักนิด
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
TBC
 
 
 
 
 
 
Talk : 
 
ฉากแข่งเขียนยากมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก (กอไก่อีกล้านตัว) เลยค่ะ นั่งเขียนอยู่นานมาก แล้วก็ต้องเปิดมังงะเทียบไปด้วย ถ้าอ่านแล้วติดขัดตรงไหนก็ขออภัยจริงๆคะ่ อยากจะเขียนให้ได้ดีกว่านี้ แต่กลัวจะยิ่งดองยาวแล้วจะไม่จบ เลยรีบเข็นออกมาก่อน สัญญาว่าจะมารีไรท์อีกทีนะคะ *พรากกก*
 
ปล.มิเนะยังเป็นพระเอกอยู่นะ 
 

 

Comment

Comment:

Tweet

-v- สงสารนู่ครกงะ สนุกมากค่า ติดตามๆๆ

#5 By paeawsky (223.206.180.253|223.206.180.253) on 2015-06-03 09:40

#4 By Angoon (223.206.180.253|223.206.180.253) on 2015-06-03 09:40

ฮื่อๆหายนานๆดีใจที่มาแต่งต่อค่ะสนุกมากค่ะจะรออ่านตอนต่อไปนะค่ะ

#2 By (64.233.173.175|49.230.164.218, 64.233.173.175) on 2015-04-09 16:37