[KnB Fic] Replay - Chapter 44 [Ao*Kuro]

posted on 11 Jul 2014 18:03 by freyaminnie in Fiction, KnB
 
 
 

Title : Replay

Author : freyaminnie

Fandom : Kuroko no Basket

Paring :  Aomine x Kuroko 

Rating : PG-13 

 

 

 

<< Previous | Next >>

 

 

 

44

 

 

 

 

ถึงจะเคยเผชิญหน้ากับหนึ่งในเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์อย่างคิเสะ เรียวตะมาแล้วก็เถอะ แต่สำหรับมิโดริมะ ชินทาโร่แล้ว แทบจะเรียกได้ว่าเป็นคนละระดับเลยก็ว่าได้ 




มิโดริมะที่คุโรโกะเคยรู้จัก ถึงจะสามารถชู้ตได้ไกลเกือบครึ่งสนาม แต่กลับไม่ได้ใกล้เคียงกับสัตว์ประหลาดที่กำลังยืนอยู่ต่อหน้าเขาเลยแม้แต่น้อย เมื่อทั้งสนามกลายเป็นพื้นที่ที่มิโดริมะสามารถชู้ตได้อย่างแม่นยำ ลูกชู้ตที่สูงโด่งแล้วโค้งลงอย่างสวยงามจนแทบไร้เสียง ไม่ว่าใครก็ไม่อาจสกัดได้




เท่านั้นยังไม่พอ ความสามารถของผู้เล่นคนอื่นๆในทีมก็ใช่ว่าจะอยู่ในระดับที่ธรรมดา ทุกคนต่างถูกคัดเลือกมาให้อยู่ในแถวหน้าทั้งสิ้น การรุกจากวงในที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิมบวกกับการรุกจากวงนอกที่เคยเป็นจุดอ่อนบัดนี้ถูกอุดได้อย่างสมบูรณ์ ชื่อราชันย์แห่งทิศบูราพานั้นไมได้มีไว้เพื่อประดับเล่นๆเป็นแน่




แต่ที่ทำให้ลำบากที่สุดกลับเป็นผู้เล่นปีหนึ่งเหมือนกับพวกเขา 




มิสไดเรกชั่นของคุโรโกะนั้นแทบจะเรียกได้ว่าไร้เทียมทาน ไม่เคยมีใครอ่านการเคลื่อนไหวของเขาได้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นตอนอยู่เทย์โควหรือแม้แต่ตอนแข่งรอบก่อนๆเองก็ตาม แม้จะยังเข้าคู่กับคางามิไม่สมบูรณ์เหมือนสมัยเล่นกับเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์แต่ก็ดีพอที่จะทำให้เซย์รินชนะมาได้เรื่อยๆ จนพวกเขาหวังพึ่งความสามารถนี้โดยไม่รู้ตัว




แต่แล้วกลับมีคนที่สามารถปิดผนึกมิสไดเรกชั่นได้ ทาคาโอะ คาซึนาริ




ด้วยขอบเขตการมองเห็นที่กว้างไกลยิ่งกว่าอีเกิ้ลอายของรุ่นพี่อิซึกิ ทำให้ทาคาโอะสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของคุโรโกะได้แม้เจ้าตัวจะพยายามหลอกล่อให้อีกฝ่ายมองไปทางอื่น หรือพยายามจะหลบหลีกอย่างไรก็ตาม 




ความสามารถในการมองเห็นที่เกือบจะคล้ายกับอดีตกัปตันแห่งเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์ไม่มีผิด




ครึ่งแรกจบลงโดยที่เซย์รินเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทุกด้านเมื่อกระแสเกมเทไปทางชูโตคุอย่างเห็นได้ชัด หนำซ้ำคะแนนยังทิ้งห่างกันเกือบสองเท่า





.

.

.

.

.

.




บรรยากาศในห้องล็อกเกอร์ของเซย์รินเต็มไปด้วยความหดหู่ พลังใจที่โดนลดทอนไปเรื่อยๆด้วยการชู้ตลูกอย่างไม่เปิดโอกาสให้แก้ตัวของมิโดริมะ มิสไดเรกชั่นที่ใช้การไม่ได้ และการดวลระหว่างเอสทั้งสองฝั่งที่ดูเหมือนจะเห็นผลชัดเจนแล้ว




ไม่หรอก คุโรโกะไม่ยอมเชื่อแบบนั้น เขาเชื่อเสมอว่าถ้าหากไม่ยอมแพ้แล้วล่ะก็ไม่ว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ 




ต่อให้ตามอยู่ 99 แต้ม แต่ถ้าจู่ๆเกิดอุกาบาตตกใส่ม้านั่งของทีมฝั่งตรงข้าม พวกเขาก็อาจจะพลิกเป็นฝ่ายชนะได้เหมือนกัน 




และเขาจะไม่มีวันยอมแพ้จนกว่าจะถึงที่สุด เหลืออีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้นก็จะถึงลีกนัดชิงชนะเลิศของเขตโตเกียว ซึ่งในเวทีนั้นเขาจะต้องได้เผชิญหน้ากับอาโอมิเนะคุงอย่างอย่างแน่นอน





.

.

.

.

.





เมื่อเริ่มควอเตอร์ที่ 3 คุโรโกะก็ถูกเปลี่ยนออกไปที่ม้านั่ง ซึ่งใครๆต่างก็มองว่าเป็นเพราะมิสไดเรกชั่นที่ถูกทาคาโอะปิดผนึกไปโดยสมบูรณ์แล้วนั่นเอง 




ทุกคนต่างก็คิดว่าคุโรโกะกลายเป็นไพ่ที่ไร้ประโยชน์ไปเสียแล้วเมื่อปราศจากสกิลประจำตัว แต่ถ้าหากมองให้ดีๆก็จะเห็นว่าในดวงตาสีฟ้าคู่นั้นยังไม่มีแววที่จะถอดใจเลย




มิโดริมะเองก็รู้เช่นนั้น เพราะเขาก็เคยเห็นความดันทุรังของคนคนนี้มาไม่น้อย ด้วยเหตุนี้จึงต้องทำลายให้ราบคาบโดยไม่เปิดโอกาสให้แก้ตัวได้อีกแม้แต่ครั้งเดียว




แต่ในขณะที่กำลังสิ้นหวังนั้นเอง กลับยังมีประกายแสงหนึ่งที่ช่วยฉุดเซย์รินที่กำลังจะถูกกลบฝังลงไปในพื้นดินที่มืดมิดและไม่มีโอกาสได้ออกมาดูโลกภายนอกอีก คนที่คิดเสมอว่าตัวเองเท่านั้นที่จะต้องเป็นที่พึ่งให้กับทีมได้




ถึงจะดูเหมือนการกระทำที่สิ้นคิดและไร้ผลกับการกระโดดปัดลูกครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วทำได้เพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส 




คางามิใช้พลังกระโดดอันน่าเหลือเชื่อพุ่งขึ้นปัดลูกชู้ตของมิโดริมะได้ ลูกบาสเก็ตบอลลอยหลุดไปก่อนจะกระทบห่วงแล้วกระเด้งออกด้านข้าง ท่ามกลางความตื่นตะลึงของผู้เล่นทั้งสองฝั่ง และผู้ชมทั้งสนาม




เด็กหนุ่มผมเขียวจ้องมองคู่ต่อสู้ที่เพิ่งจะทำให้เขาพลาดการชู้ตอันสมบูรณ์แบบพลางเอ่ยปากถาม 




“นายน่ะ ราศีอะไรงั้นรึ”




“ฉันราศีสิงห์น่ะ” คางามิตอบ




‘บุคคลที่ต้องระวังเป็นพิเศษก็คือคนราศีสิงห์นะคะ’




“ให้ตายสิ แม่นชะมัด” มิโดริมะอดสบถขึ้นมาไม่ได้เมื่อนึกถึงคำพยากรณ์ของโอฮาอาสะเมื่อเช้า 




ถึงตอนนี้เกมบุกของชูโตคุก็เริ่มจะชะงักไปบ้าง สาเหตุหลักก็คือการกระโดดอย่างบ้าพลังครั้งแล้วครั้งเล่าขึ้นปัดลูกจากมือชู้ตสามแต้มทำให้เซย์รินมีโอกาสบุกสวนกลับ รวมไปถึงการเทคตัวขึ้นป้องกันลูกที่ใต้ห่วงด้วย




ทั้งหมดเกิดจากกำลังขาอันมากมายอย่างไม่น่าเชื่อและความสามารถของคางามิเพียงคนเดียวเท่านั้น 




นัยน์ตาสีแดงที่บัดนี้จับจ้องอยู่แต่กับคู่แข่งและชัยชนะ ความกดดันที่ต้องแบกรับในฐานะเอสของทีมที่ต่อให้เหลือตัวเองเพียงคนเดียวที่ยังยืนหยัดก็ต้องเอาชนะให้ได้




แม้ร่างกายจะเริ่มอ่อนล้าจนแทบไม่เหลืองแรงกระโดด แม้ขาทั้งสองเหมือนจะแตกเป็นเสี่ยงๆก็ต้องทน




ในเมื่อไม่มีใครที่จะทำคะแนนได้ ต่อให้ต้องทำคนเดียวเพื่อชนะก็ต้องทำ!




หมดเวลาควอเตอร์ที่สาม เซย์รินยังคงเป็นฝ่ายตามหลังอยู่




.

.

.

.

.





“บ้าเอ๊ย!” คางามิทิ้งตัวลงบนม้านั่งอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด 




“ใจเย็นหน่อยสิคางามิ นายเลือดร้อนเกินไปแล้วนะ” 




“นั่นสิ บางครั้งถ้ามันบุกไปไม่ไหวจริงๆก็หัดส่งลูกกลับมาตั้งหลักซะบ้างสิ” รุ่นพี่อิซึกิกับฮิวงะพยายามปลอบรุ่นน้องผู้อารมณ์ร้อนให้เย็นลง ทว่า เด็กหนุ่มผมแดงกลับไม่มีทีท่าจะยอมฟังเลยซักนิด มือใหญ่กำหมัดแน่นจ้องไปยังสกอร์บอร์ดที่แตกต่างกันอยู่นั่น




“ผมน่ะ จะไม่ส่งลูกให้ใครหรอก” 




“ตอนนี้คนเดียวที่พอจะสูสีกับพวกชูโตคุก็มีแค่ผมไม่ใช่รึไง ที่ต้องทำตอนนี้ไม่ใช่มัวห่วงเรื่องของทีมเวิร์ก แต่เป็นผมที่ต้องทำคะแนนให้ได้มากที่สุดต่างหาก!” 




“บ้าไปแล้วเรอะ คิดอะไรของนาย!” เพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆเริ่มโวย เพราะคางามิในตอนนี้กำลังเริ่มเอาแต่ใจอย่างไม่น่าให้อภัย  และคิดจะใช้ตัวคนเดียวพาทีมให้ชนะ ซึ่งนั่นมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว




ท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเอง จู่ๆเด็กหนุ่มผมฟ้าที่นั่งเงียบมาตลอดก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ข้างสนาม เขาเดินมายังคู่หูของตนก่อนจะลงมือต่อยเข้าที่ใบหน้าคมเข้มเต็มแรง




“คุโรโกะคุง!?”




“แก! คุโรโกะ ทำอะไรฟะ!?” มือใหญ่คว้าคอเสื้อร่างเล็กกว่าขึ้นมาอย่างเอาเรื่อง 




“บาสเก็ตบอลไม่ใช่กีฬาที่เล่นคนเดียวนะครับ” คุโรโกะพูด




“แล้วไง!? ขอแค่ทุกคนสนุกถึงจะแพ้ก็ไม่เป็นไรงั้นเรอะ เรื่องพรรค์นั้นจะไปมีค่าอะไรถ้าไม่ชนะกันล่ะ!?” คางามิที่โกรธจัดง้างหมัดจะเอาคืนโดยไม่สนใจว่าจะดูเป็นการรังแกคนที่อ่อนแอกว่าหรือไม่ บัดนี้อารมณ์คุกรุ่นอยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง 




หมอนี่จะไปเข้าใจถึงภาระที่เขาต้องแบกรับในฐานะเอสของทีมได้อย่างไร คนที่ทุกคนหวังพึ่งเพื่อให้ทีมชนะ ก็มีหน้าที่ต้องทำให้ทีมชนะให้ได้ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีอะไรไม่ใช่หรือไง!




แค่คำพูดสวยหรูอย่างการทำงานเป็นทีมน่ะมันช่วยอะไรใครไม่ได้หรอก มันทำให้ชนะไม่ได้




ทว่านัยน์ตาสีฟ้ากลับยังคงจ้องกลับมาอย่างไม่เกรงกลัวเลยซักนิด 




“ชนะคนเดียวก็ไม่มีความหมาย” คุโรโกะพูด “คุณบอกว่าจะโค่นเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์ แต่คุณกลับคิดเหมือนพวกนั้นไม่มีผิด”




“ถ้าใช้วิธีนั้นแล้วชนะได้ คิดว่าทุกคนจะมีความสุขรึไง?”




คุโรโกะที่ไม่พูดด้วยภาษาสุภาพเหมือนเดิมทำให้ทุกคนประหลาดใจพอๆกันกับการที่เด็กหนุ่มร่างเล็กกล้าท้าทายคนที่ตัวใหญ่กว่าเขาเกือบหนึ่งฟุต




ผลั่ก!




หมัดที่เงื้อรอไว้ถูกซัดเข้าที่ใบหน้าขาวอย่างไม่ออมแรงจนล้มลงไปกองที่พื้น เพื่อนร่วมทีมที่กำลังอึ้งต่างรีบเข้ามาดูอาการสลับกับเข้าไปเตรียมห้ามคางามิที่อาจจะพุ่งเข้ามาซ้ำอีกรอบ 




ใบหน้าอ่อนเยาวที่บวมช้ำจากรอยกำปั้นก้มต่ำเพียงชั่วครู่ก่อนจะเงยขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับความโกรธกรุ่นที่น่ากลัวนั่นโดยไม่หวั่น 




เพราะสำหรับเขา สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าไม่ใช่ความโกรธของคนตรงหน้า แต่เป็นสิ่งที่จะตามมาหากยอมให้เป็นแบบนี้ต่อไปต่างหาก




“ถ้าอย่างนั้น ชัยชนะมันคืออะไรกันล่ะครับ”  




คำถามที่ครั้งนึงเขาเคยถามกับอดีตกัปตันแห่งเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์ถูกกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นไหว 




เพราะคำตอบที่ได้รับในครั้งนั้นมันทำให้เขาถึงกับเกลียดบาสเก็ตบอลจนต้องเลิกเล่น เจ็บปวดที่เห็นเพื่อนๆทุกคนค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นใครก็ไม่รู้ที่เขาไม่รู้จัก




ถ้าบอกว่าชัยชนะคือสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่แล้วทำไมชัยชนะที่ได้มาครั้งแล้วครั้งเล่ากลับไม่สามารถทำให้เพื่อนๆทุกคนในเทย์โควมีความสุขได้กันล่ะ




“ต่อให้คุณมีคะแนนเหนือกว่าคู่แข่งตอนที่เสียงนกหวีดดัง แต่ถ้าไม่มีใครเลยที่มีความสุข ยังจะเรียกมันว่าชัยชนะได้อีกเหรอครับ”




รอยยิ้มที่หายไปจากใบหน้าสีแทนที่เขาแสนรักมากที่สุด ทั้งหมดก็เพราะชัยชนะที่ได้มาด้วยตัวคนเดียวแบบนี้ไม่ใช่เหรอ




“ใช่จะบอกว่าพวกเราจะยอมแพ้แล้วซักหน่อย แต่บาสเก็ตบอลน่ะมันเล่นคนเดียวได้ซะที่ไหนกันล่ะ”




“ยังมีอะไรจะพูดอีกไหมเจ้าบ้า”




นัยน์ตาสีฟ้าที่จ้องมองมาอย่างจริงใจกับถ้อยคำนั้นเรียกสติที่ขาดหายไปให้กลับคืนมาได้ในที่สุด คางามิปล่อยมือที่กำหมัดแน่นลงข้างตัว




“เออก็.. ไม่มีแล้ว ไม่สิ.. ผม ขอโทษ” เอสเซย์รินหันไปหาคู่หูร่างเล็กพลางช่วยฉุดมือขึ้นให้อย่างขอโทษ แต่คำพูดนั้นกลับส่งถึงรุ่นพี่และทุกๆคนในทีมด้วย




“ถ้าชนะไปด้วยกันมันก็ต้องดีที่สุดอยู่แล้วสิ”




คุโรโกะมองคู่หูที่กลับมาเป็นคนเดิมด้วยสีหน้าโล่งใจ ชั่ววูบหนึ่งที่เหมือนประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยทำให้เขาอดกลัวไม่ได้ 




คนสองคนที่คล้ายกันจนไม่น่าเป็นไปได้ ในวันนั้นที่เขามองเห็นคางามิคุงเดินผ่านประตูรั้วเข้ามาในสนามบาส เพียงชั่วพริบตาที่เขาเห็นร่างสูงผมแดงเป็นใครอีกคนหนึ่งที่เขารอคอยแม้จะรู้ว่าไม่มีวันมาปรากฏตัวในที่แห่งนั้นอีก




คางามิคุงที่พัฒนาไปเรื่อยๆทุกครั้งที่ได้ประมือกับคู่ต่อสู้ ยิ่งคู่ต่อสู้แข็งแกร่งเท่าไหร่ก็ยิ่งพัฒนาไปได้รวดเร็วขึ้นจนเกือบจะกลายเป็นก้าวกระโดด เข้าใกล้ระดับของเจเนอเรชั่นแห่งปาฏิหาริย์เข้าไปทุกที 




สิ่งที่เขาตั้งใจจะถาม ในวันที่เจอกันที่สนามบาสว่างเปล่าแห่งนั้น แต่กลับไม่ได้พูดออกไป




“คางามิคุง” 




“หืม? มีอะไรเหรอ?”




‘คุณน่ะ.... จะไม่เปลี่ยนไปใช่มั้ยครับ?’




เรื่องนั้น เป็นเรื่องของอนาคต ต่อให้ถามออกไปจริงก็คงไม่มีใครที่จะตอบได้ ที่สำคัญตอนนี้ คือตั้งใจทำปัจจุบันให้ดีที่สุดต่างหาก 




ใช่แล้ว พวกเขายังไม่ได้ยอมแพ้ เซย์รินในตอนนี้ ยังพอมีหนทางที่จะให้เดินต่อไปได้อยู่ 




“ผมมีไอเดียแล้วล่ะครับ ถึงจะทำได้แค่พาสแต่ว่ายังมีลูกพาสอีกแบบที่ยังไม่ได้แสดงให้เห็นน่ะครับ”




“หืม? แล้วทำไมเพิ่งเอามาใช้ป่านนี้ล่ะ” ฮิวงะถามอย่างแปลกใจ




“เพราะมีคนที่จะรับมันได้อยู่ไม่กี่คนน่ะครับ แต่ผมคิดว่าถ้าเป็นคางามิคุงในตอนนี้จะต้องรับมันได้แน่ๆ”




ถ้าเป็นคางามิคุงที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆจนความแข็งแกร่งใกล้เคียงกับเขาคนนั้น




“ถ้างั้นก็ไปลุยกันเถอะ!”





.

.

.

.

.





เข้าสู่ช่วงควอเตอร์สุดท้ายของการแข่งขัน 




ถึงกำลังใจจะกลับคืนมาและหัวสมองจะเย็นลงจากอาการบ้าเลือดแล้ว แต่ความจริงที่ว่าร่างกายนั้นอ่อนล้าเต็มทีก็ยังไม่เปลี่ยน คางามิที่สามารถกระโดดเต็มความสูงได้อีกแค่ 2 ครั้งเท่านั้นใช้ครั้งแรกไปกับการกระโดดปัดลูกชู้ตของมิโดริมะตอนต้นควอเตอร์ และต้องสงวนกำลังอีกครั้งที่เหลือไว้สำหรับตอนที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ตอนนี้จึงได้แต่พึ่งพาลูกพาสของคุโรโกะ




ลูกพาสที่ไม่เพียงแต่เปลี่ยนทิศทาง แต่สามารถเร่งความเร็วขึ้นได้ อิกไนท์พาส!




นอกจากคนในเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์แล้วก็ไม่มีใครสามารถรับลูกพาสที่เร็วและแรงอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากร่างกายเล็กๆขนาดนั้นได้ 




ลูกบาสเก็ตบอลถูกขโมยจากทีมฝ่ายตรงข้าม แล้วพาสมาเข้ามือเอสเซย์รินที่รับได้พอดิบพอดี ก่อนจะกระโดดขึ้นดั๊งก์ลูกลงห่วงอย่างแรง!




“ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องดั๊งก์ในจังหวะนั้นซักหน่อย แถมยังร่างกายที่ใกล้จะถึงขีดจำกัดนั่นอีก คางามิคุงเนี่ยบ้าจริงๆด้วยนะครับ” คุโรโกะอดพูดไม่ได้เมื่อเห็นความบ้าเข้าขั้นของคู่หู ถึงหัวจะเย็นลงแต่ความบ้ากลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย




“หุบปากเฟ้ย มันต้องทำให้เต็มที่ไม่ใช่รึไง” คางามิแยกเขี้ยวใส่




แต่เพราะลูกดั๊งก์ลูกนั้นที่ทำให้กำลังใจของทีมกลับมาอย่างสมบูรณ์ ถือเป็นสองคะแนนที่มีค่ายิ่งกว่าสองคะแนนไหนๆซะอีก




เหลือเวลาอีกไม่กีวินาทีสุดท้าย เซย์รินกับชูโตคุต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับจนมีสกอร์ห่างกันแค่ไม่ถึง 2 แต้ม ไม่ว่าใครก็ตามที่ชู้ตเข้าก็สามารถพลิกผลการแข่งขันจากหน้ามือให้กลายเป็นหลังมือได้ในทันที




“แย่แล้ว มิโดริมะได้ลูก!” 




แม้พลังกายจะหมดก๊อกไปนานแล้ว แต่คางามิกลับใช้พลังใจที่ยังคงมีอยู่ผลักดันตัวเองให้ก้าวข้ามขีดจำกัดและกระโดดขึ้นเพื่อปัดลูกชู้ตจากมือของอีกฝ่ายอีกครั้ง




ทว่า ในจังหวะนั้นเองที่มิโดริมะกลับรู้ทันและย่อตัวลงเพื่อหลอกให้คางามิกระโดดขึ้นไปเก้อ ก่อนจะเทคตัวอีกครั้ง




“ฉันคิดอยู่แล้วว่าต่อให้ร่างกายถึงขีดจำกัดยังไงนายก็คงเหินข้ามมันไปได้ เพราะอย่างนั้นฉันถึงได้ทำแบบนี้ไงล่ะ”




ชัยชนะดูเหมือนจะตกเป็นของชูโตคุเมื่อไม่มีใครอีกแล้วที่อยู่ในระยะที่จะสามารถเข้ามาสกัดการชู้ตลูกของเอสผู้แม่นยำได้  แต่ตรงหน้ากลับมีร่างเงาที่มักจะเลือนรางปรากฏขึ้นอย่างไม่คาดคิด




“ผมเองก็เชื่อเหมือนกันครับ ว่าคางามิคุงจะต้องเหินไปได้ และก็เชื่อว่าคุณจะต้องลดลูกลงครั้งนึงเพื่อหลอกล่อเขา” 




แม้ความสูงจะไม่อาจเทียบได้ แต่เพียงเสี้ยววินาทีที่มิโดริมะลดมือลงเพื่อรวมรวมกำลังก่อนจะชู้ตระยะไกล เปิดโอกาสให้คุโรโกะสามารถปัดลูกจากมือไปได้




เสียงนกหวีดยาวดังขึ้นก้องสนาม 




ทีมหน้าใหม่อย่างเซย์รินเป็นฝ่ายเอาชนะราชันย์แห่งทิศบูรพาไปได้ด้วยสกอร์ 82-81

 

 
 

 

TBC

 

 

 

 

Talk :
 
 
จริงๆตั้งใจว่าแมทช์ชูโตคุจะเขียนไม่ยาว ไปๆมาๆทำไมเขียนไปซะทั้งตอนได้ งงมาก Orz เอาเป็นว่าปูทางมากันจนจบแล้ว ตอนหน้าค่ะ! ตอนหน้ามิเนะจะกลับมาแล้วค่ะ!!! *จุดพลุฉลอง* 
 
 
/สรุปมี Talk แค่นี้แหละ 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

อาโฮ่จะคัมแบคแล้วสินะคะ โฮรววดีใจ ถ้ากลับมาแล้วทำน้องเศร้าแม่จะตีให้ รีบมาง้อน้องเดี๋ยวนี้ยยย รอตอนต่อไปนะคะ สู้ๆค่ะ

#6 By KAMPe' on 2014-07-19 16:05

รอตอนหน้าๆ มิเนะจะมาแว๊วววววววว
ตอนนี้ในใจเริ่มเอนเอียงให้พี่ไฟแล้วค่ะ 5555  
มิเนะรีบๆกลับตัวเข้าล่ะ

#5 By wboo (223.204.249.49|223.204.249.49) on 2014-07-13 20:35

แอร้ยยยย ชินจังอย่าร้องไห้น้าาา รีบๆโทรไปบอกโฮ่ไวๆเลออออ นางควรจะรู้ได้แล้วว่าผช.คนใหม่ เอ้ย แสงใหม่ของน้องเป็นไงบ้าง นั่นมันเพียวมิเนะชัดๆ รีบๆมาเลย ก่อนจะเสียน้องไปจริงๆ

ปล.แต่ดูไฟดำเขาไม่สปาร์คกันเท่าไหร่แฮะ 555 เอาเถอะ แค่ให้โฮ่ระแวงหรือร้อนรนได้สักหน่อยก็โอละ

เฝ้ารอตอนหน้าาาา โฮ่คัมแบคคคค

ปล.ขอฝากตนเปนแฟนฟิคคนใหม่ด้วยคร้าบ

#4 By ๛Aki๛ on 2014-07-13 16:02

ในที่สุดมิเนะก็จะมาซะที หลังจากที่บทหายไปหลายตอน กร๊ากกกกกก 55555555555555 นี่ถ้าเจอกันจะเป็นยังไงหนอ กลัวน้องเศร้าอ่ะ T__________T สู้ต่อไปนะคะ รออ่านอยู่ค่า

#3 By Kana91 on 2014-07-12 20:40

อ๊าคคคคคค โฮ่จะกลับแล้วววว!!!! ///7///b

ไฟดำแอบฟินอ่ะ ฟฟฟฟฟ

สู้ๆนะค่าาจะถึงปลายทางแล้ววววว ///__\\\

#2 By Platinum [Peem] on 2014-07-12 11:24

สนุกมากๆเลยค่ะตอนนี้ ทั้งที่เป็นฟิคจากมังงะแต่อ่านแล้วไม่เบื่อเลยค่ะ -,,-
ในที่สุดอาโฮ่ก็จะมาแล้ววววววววว!!!! แต่ตามมังงะคือไปหาคางามิก่อน??
อยากให้ฟ้าดำเจอกันไวๆจังเลยค่ะ (เจอแล้วตบจูบ หรือจับน้องดำกดด้วยจะดีมากกกก 5555555)

#1 By disabled papayamom on 2014-07-11 18:33