[KnB Fic] Replay - Chapter 42 [Ao*Kuro]

posted on 18 Jun 2014 22:49 by freyaminnie in Fiction, KnB
 
 

Title : Replay

Author : freyaminnie

Fandom : Kuroko no Basket

Paring :  Aomine x Kuroko Kise x Kuroko (?)

Rating : PG-13 

 

 

 

<< Previous | Next >>

 

 

 

42

 

 

 

ทางด้านเซย์รินหลังจากได้รับชัยชนะจึงพากันไปฉลองด้วยสเต็กที่หนักกว่า  4 กิโลโดยมีเงื่อนไขว่าถ้ากินหมดภายในเวลาจะได้กินฟรี แต่ถ้ากินไม่หมดจะต้องจ่ายค่าสเต็กเป็นเงินกว่าหมื่นเยน ซึ่งทุกคนต่างก็ยอมแพ้ไปตามๆกันหลังจากกินไปได้ไม่ถึงครึ่ง



สถานการณ์ที่ดูย่ำแย่เกือบจะต้องใช้วิธีกินแล้วหนีแต่กลับรอดมาได้ด้วยความช่วยเหลือจากคางามิที่จัดการโซ้ยส่วนที่เหลือของคนอื่นซะเรียบจนอิ่มแปล้ ก่อนจะเดินออกมาจากร้านอย่างโล่งอกที่ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายหรือกทำผิดกฏหมาย 


ทว่าพอพวกเขากำลังจะกลับนั่นเองกลับเพิ่งจะสังเกตเห็นว่ามีใครบางคนขาดหายไป 



“เฮ้ย!? แล้วคุโรโกะหายไปไหนเนี่ย!!?”




.

.

.

.




ในสนามสตรีทบาส เด็กหนุ่มผมฟ้าแสนจืดจางที่ทุกคนกำลังตามหาอย่างจ้าละหวั่นเองก็กำลังพบปัญหาอยู่เช่นกัน เพราะเขาไม่สามารถพาตัวเองกลับไปหาเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆได้เนื่องจากมีสุนัขตัวใหญ่(?)เกาะอยู่อย่างแน่นหนา



“คิเสะคุง... ไหนบอกมีเรื่องจะคุยด้วยไงครับ” คุโรโกะบอกพร้อมทั้งพยายามแกะมืออีกฝ่ายออกอย่างไร้ผล  



“อื้อ แต่ขออยู่แบบนี้แป๊บนึงได้มั้----โอ๊ย!” ยังไม่ทันขาดคำกำปั้นเล็กๆแต่หนักหน่วงของคนหมดความอดทนก็ทุบเข้าให้จนต้องยอมปล่อยมือแล้วถอยออกมาตั้งหลัก 



“คุโรโกจจิใจร้าย! คราวที่แล้วยังยอมให้ฉันกอดอยู่เลยนี่นา ฮือ..” เจ้าหมาโกลเด้นจำแลงน้ำตานองหน้าที่โดนเจ้าของปฏิเสธ 



“คราวก่อนไหนกันครับ อย่าโมเมเองสิ” 



“ก็คราวก่อนที่ฉันแข่งแพ้แล้วร้องไห้ คุโรโกจจิยังใจดียอมให้ฉันกอดเลยนี่นา”



ครั้งก่อนที่พูดถึงนั้น คือตอนที่ท้าดวลกับไฮซากิแล้วเป็นฝ่ายแพ้ ตอนนั้นคิเสะรู้สึกย่ำแย่จนต้องแอบหนีไปร้องไห้คนเดียวเงียบๆ แต่คุโรโกะก็ตามมาเจอจนได้ แถมยังคอยปลอบใจอีกต่างหาก



ร่างเล็กกว่าถอนหายใจให้กับความดื้อด้านและความช่างจดจำในเรื่องไม่เข้าเรื่องของอีกฝ่าย



“คิเสะคุง คุณอยากจะพูดอะไรกันแน่ครับ ที่ลากผมออกมาถึงนี่คงไม่ใช่เพราะเรื่องนี้หรอกนะครับ?” นัยน์ตาสีฟ้าจ้องนิ่งราวกับจะล้วงลึกถึงความตั้งใจจริงๆของอีกฝ่าย เพราะความช่างสังเกตที่ติดเป็นนิสัยทำให้รู้ได้ว่าถ้าหากแค่จะทำตัวออดอ้อนเขาเหมือนทุกทีก็ไม่จำเป็นต้องเรียกออกมาถึงที่นี่ก็ได้



แต่ที่จงใจดึงเขาออกห่างมาจากทุกคน คงเพราะมีเรื่องอื่นที่สำคัญมากกว่า



“คุโรโกจจิเนี่ยใจร้ายจริงๆด้วย นี่ขนาดฉันเพิ่งแข่งแพ้มา แถมยังโดนคุโรโกจจิสลัดรักอีกต่างหาก ช่วงนี้ฉันคงดวงตกสุดๆอย่างที่มิโดริมัจจิว่าจริงๆ” 



สีหน้าขี้เล่นเมื่อครู่หายไปก่อนจะกลายเป็นจริงจังราวกับคนละคน นัยน์ตาสีเหลืองทองที่มีประกายสั่นไหวให้เห็น



“เรื่องสำคัญที่ฉันอยากถามน่ะ...คุโรโกจจิ” 



“ทำไม..จู่ๆถึงลาออกจากชมรม แล้วหายตัวไปเลยล่ะ?”



ไม่ใช่คำถามที่น่าแปลกใจเพราะยังไงเขาก็คิดอยู่แล้วว่าซักวันหนึ่งจะต้องมีคนสงสัย ไม่ว่าจะเป็นคิเสะ หรือเขาคนนั้นก็ตาม เหตุผลที่เขาลาออกจากชมรมหลังจากที่เทย์โควได้แชมป์เป็นปีที่สามติดกันนั้น นอกจากอาคาชิคุงแล้ว ก็คงไม่มีใครรู้อีก



ไม่ใช่เพราะบอกไม่ได้ แต่มันเจ็บปวดเกินไปกับความรู้สึกในตอนนั้น



ความเงียบอันน่าอึดอัดปกคลุมบริเวณที่ล้อมรอบ ชั่วอึดใจหนึ่งคิเสะเองคาดคิดว่าเขาคงไม่มีวันได้คำตอบของคำถามที่ตนต้องการแล้วจนกระทั่งร่างเล็กเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาและใบหน้าที่ก้มต่ำไม่ยอมสบตา



“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ แต่หลังจากแข่งครั้งนั้น มันทำให้ผมคิดขึ้นมาว่าบางทีบาสเก็ตบอลในแบบของเทย์โควนั้น.. มันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการก็ได้....”



คิเสะขมวดคิ้วกับคำตอบที่ไม่เข้าใจ



“เห พูดอะไรแบบนั้นกันล่ะ กีฬาน่ะมันก็ต้องแข่งให้ชนะก็ถูกแล้วไม่ใช่หรือไง ยังจะมีอะไรสำคัญไปกว่านี้อีกล่ะ?”



คุโรโกะรู้สึกได้ถึงฝ่ามือตัวเองที่เริ่มกำแน่นทั้งๆที่สั่นไหว เมื่อใจนึกย้อนไปถึงเรื่องในวันนั้น ภาพของทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในสนาม คะแนนที่ปรากฏอยู่บนสกอร์บอร์ด และสีหน้าของผู้เล่นทุกคนในเวลานั้น 



“ตอนแรกผมก็คิดแบบนั้นแหละครับ แต่ว่าหลังจากที่ทุกคนเริ่มเปลี่ยนไป หลังจากการแข่งนัดชิงนั่น ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่”



ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นมากมายจนแทบจะยืนไม่อยู่ อึดอัดจนหายใจแทบจะไม่ได้ สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้เขาหวังว่าตัวเองจะไม่ต้องลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องพยาบาลเลยด้วยซ้ำ



“ในตอนนั้น ผมรู้สึกเกลียดบาสเก็ตบอลมาก เกลียดสัมผัสของลูกบาสในมือ เสียงของมันที่เด้งกระทบพื้น หรือแม้แต่เสียงของรองเท้ากีฬา แทบจะทำให้รู้สึกทรมานมากๆ ทั้งๆที่ผมเองเริ่มเล่นบาสเก็ตบอลก็เพราะว่าชอบมากเท่านั้น”



ความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดไป ไม่ว่าจะเป็นบาสเก็ตบอลที่รัก เพื่อนร่วมทีมที่ไว้ใจ หรือแม้แต่..คนสำคัญที่สุด 



คิเสะเงียบไป เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าสิ่งที่พวกเขาทำในการแข่งนัดชิงชนะเลิศเพราะความคึกคะนองจะทำให้ใครคนนึงต้องเจ็บปวดถึงเพียงนี้ เพียงเพราะว่าในตอนนั้นพวกเขาแข็งแกร่ง และไม่มีใครสู้ได้ จึงเอาแต่คิดว่าจะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ



“เพราะงั้น ผมถึงดีใจที่ได้พบกับคางามิคุง เขาเป็นคนน่าทึ่งมากๆ ถึงจะบ้าไปหน่อยแต่เขาก็รักบาสและทุ่มเทให้มันอย่างที่สุดน่ะครับ”



ถ้อยคำที่พูดถึงคู่หูคนใหม่ แสงคนใหม่ ช่างคุ้นเคย ทำให้คิเสะอดคิดไม่ได้ และก่อนที่จะได้ทันห้ามปากตัวเองก็พูดสิ่งที่คิดออกไป



“.....แบบนั้นน่ะ มันเหมือนกันเลยไม่ใช่เหรอ เหมือนกับอาโอมิเนจจิเมื่อก่อนไม่มีผิดเลย” 



“งั้นคุโรโกจจิก็คงจะรู้สิว่า เพราะเป็นแบบนั้น สักวันคุโรโกจจิกับหมอนั่นก็คงจะต้องแยกทางกันแน่ๆ”



นัยน์ตาสีฟ้าวูบไหวเมื่อได้ยินชื่อของอดีตเพื่อนร่วมทีมคนสำคัญ ที่เป็นทั้งคู่หู เป็นแสงสว่าง และเป็น...คนรัก



อาโอมิเนะคุง... 



“เพราะได้แข่งกันวันนี้ถึงได้รู้ อย่างที่คุโรโกจจิพูดนั่นแหละ หมอนั่นน่ะบ้าบาสยังกับอะไรดี แถมยังมีพรสวรรค์ ถึงจะยังอยู่ในขั้นพัฒนาแต่อีกไม่นานก็จะก้าวขึ้นไปเทียบเท่ากับพวกเราเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์ได้ในที่สุด แล้วคิดว่าในตอนนั้น หมอนั่นจะยังเป็นคนเดิมอยู่อีกงั้นเหรอ”



“สักวันหมอนั่นก็จะทิ้งคุโรโกจจิไป ไม่ต่างจากอาโอมิเนจจินั่นแหละ”



คิเสะรู้ดีว่าคำพูดนั้นออกจะโหดร้าย แต่ที่ต้องพูดเพราะเขาก็แค่ไม่อยากให้คุโรโกจจิต้องเจ็บซ้ำเดิมอีก หรือบางที.. เขาอาจจะแค่กำลังหึงก็เป็นได้



คุโรโกะเองไม่อาจปฏิเสธได้ว่าในหลายๆครั้ง เขามักจะเห็นภาพของอาโอมิเนะคุงในตอนที่พบกันแรกๆซ้อนทับกับภาพของคางามิคุงอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เล่นบาสอยู่ในสนาม ไม่ใช่ในด้านความสามารถหรือความเก่งกาจ แต่เป็นใบหน้าที่มีความสุขกับการเล่นบาส สนุกกับการได้ท้าทายคู่ต่อสู้ และ..



“เจ้าบ้านี่! อยู่ๆจะโต๋เต๋ไปไหนไม่บอกไม่กล่าวฟะ” 



จู่ๆบุคคลที่กำลังเป็นประเด็นสนทนาก็โผล่มาดื้อๆ มือใหญ่ตบลงบนแผ่นหลังร่างเล็กกว่าอย่างไม่คิดจะดูแรงจนแทบจะล้มคว่ำ



นัยน์ตาสีแดงมองเพื่อนร่วมทีมร่างเล็กอย่างไม่พอใจเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองเด็กหนุ่มผมทองอีกคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาที่เกือบจะหาเรื่องยิ่งกว่า



“ไง..” คางามิทัก 



“...เมื่อกี้ นายได้ยินงั้นสิ?” คิเสะมองกลับไปอย่างไม่ยี่หระ 



“ก็แหงสิฟะ! แล้วแกทำไมจู่ๆมาลักพาตัวเพื่อนร่วมทีมคนอื่นเค้าเฉยห๊ะ”



“เอ๋ ก็แค่ขอยืมตัวหน่อยเดียวเอง”



“แค่หมอนี่หายไปพวกฉันก็กลับบ้านกันไม่ได้แล้วเฟ้ย ยังมีหน้ามาพูดอีก”



“ไม่เห็นต้องลำบากขนาดนั้นเลย ยังไงฉันก็ดูแลคุโรโกจจิได้อยู่แล้วน่า”



“เพราะอยู่กับแกนั่นแหละถึงได้อันตรายไงล่ะ!”



“ไม่จริงซักหน่อย เนอะ คุโรโกจ....จิ?” นัยน์ตาสีทองหันไปทางที่ร่างเล็กกว่าเคยยืนอยู่เมื่อครู่แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าเมื่ออดีตผู้เล่นมายาแห่งเทย์โควมิสไดเรกชั่นหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ



“หะ.. หายไปไหนอีกแล้วเนี่ยหมอนั่น!?” 



เสียงโวยวายจากสนามบาสที่อยู่ไม่ไกลทำให้พวกเขาต้องหันไปมอง และก็พบกับคนที่พวกตนกำลังตามหาอยู่นั่นเอง 



คางามิอยากจะกุมขมับเหลือเกิน ขนาดไซส์ตัวก็ต่างกับชาวบ้านเค้าคนละเรื่อง แถมยังตัวคนเดียว ยังจะทะเล่อทะล่าไปหาเรื่องอีก! 



แล้วเจ้าหมอนั่นยังมีหน้ามาว่าเขาบ้าได้ยังไงกันฟะ! ดูตัวเองสิมุทะลุกว่าชัดๆ!



หนึ่งในชายสามคนที่กระชากคอเสื้อร่างเล็กกว่าเงื้อหมัดเตรียมจะต่อยหน้าคนที่บังอาจมาจุ้นจ้านเรื่องชาวบ้าน ทำให้ทั้งสองต้องเลิกเถียงกันชั่วคราวแล้วหันไปช่วยคนตัวเล็กที่ไม่รู้จักเจียมเลยซักนิด



“เฮ้ ขอพวกเราร่วมด้วยจะได้มั้ยล่ะ” 



เมื่อห้ามไม่ทั้งสองจึงต้องตกกระไดพลอยโจนไปด้วยโดยปริยาย แต่นับว่ายังดีที่อีกฝ่ายเลือกที่จะมีเรื่องในสนามบาสดังนั้งจึงต้องเคลียร์กันด้วยบาสเก็ตบอล



.

.

.

.




และแน่นอนว่าด้วยความสามารถของคิเสะกับคางามิทั้งยังมีคุโรโกะคอยเป็นตัวช่วยส่งลูก ทำให้การแข่งขันแทบจะเป็นการบุกอยู่ฝ่ายเดียวและเอาชนะไปอย่างหมดจนภายในชั่วพริบตา



“คิดอะไรของแกฟะ จู่ๆก็ไปหาเรื่องคนอื่นแบบนั้น คิดว่าจะชนะได้รึไง!” หลังจากที่ชนะโดยสวัสดิภาพ(?) คางามิก็หันมาโวยวายใส่เพื่อนร่วมทีมร่างเล็กเป็นการใหญ่ 



“ก็ไม่ได้คิดหรอกครับ ยังไงก็คงแพ้แน่ 100%” คุโรโกะพูดกลับนิ่งๆพร้อมกับยกแขนขึ้นโชว์กล้าม(ที่ไม่มี)ให้ดู 



“ไม่คิดแล้วยังจะไปหาเรื่องอีก แกนี่” 



ก็ถ้าพวกเขาไม่เข้าไปช่วยป่านนี้เจ้าหมอนี่คงกลายเป็นซากเละๆคาสนามไปแล้ว ตัวก็เล็กกว่าชาวบ้านเค้า ความอึดก็ไม่ค่อยจะมี แล้วจะเอาอะไรที่ไหนไปสู้ แถมเจ้าตัวยังทำเป็นไม่ทุกข์ร้อนอีกเนี่ยสิ มันน่าโมโหน้อยซะเมื่อไหร่



เอสแห่งไคโจวมองดูคนทั้งสองทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย(ฝ่ายเดียว)แล้วก็นึกขำในความไม่เข้ากันเลยซักนิดของคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นคู่หูแสงกับเงา ดูยังไงก็เหมือนจะไปไม่รอดแท้ๆ



ทว่าสองคนนี้ก็กลับเอาชนะเขาที่ถือว่าตัวเองเก่งเล่นบาสโดยไม่ต้องพึ่งพาใครได้



เขาชักจะเริ่มเข้าใจที่คุโรโกจจิพูดขึ้นมานิดๆแล้วแฮะ เพราะงั้นครั้งนี้จะยอมรามือไปก่อนก็ได้



“ถ้างั้นวันนี้ฉันขอกลับก่อนล่ะ ไหนๆก็ได้เล่นบาสกับคุโรโกจจิอย่างที่ต้องการแล้วนี่นา” 



คิเสะหยิบกระเป๋าตัวเองขึ้นมาสะพายไว้บนไหล่ ก่อนจะหันหลังกลับมามองสองผู้เล่นทีมคู่แข่งแล้วพูดทิ้งท้ายพร้อมกับรอยยิ้ม



“แต่ว่านะ ยังไงคราวหน้าฉันก็ไม่ยอมแพ้หรอก ฉันจะแย่งคุโรโกจจิคืนมาจากนายให้ได้ จำไว้นะคางามิจจิ!”



“หา? คางามิจจิ?” เอสแห่งเซย์รินขมวดคิ้วมุ่นกับชื่อแสนประหลาดที่อีกฝ่ายเรียกก่อนจะชิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว



“คิเสะคุงจะเติม อิจจิ ต่อท้ายชื่อคนที่เขายอมรับน่ะครับ” คุโรโกะอธิบาย



“นั่นฉันไม่ต้องการเฟ้ยยย ว่าแต่หมอนั่นยังไม่เลิกจะตื๊อแกอีกเรอะ”



“เขาก็เป็นของเขาแบบนั้นแหละครับ” ร่างเล็กกว่าพูดอย่างปลงตก ทว่าบนใบหน้าเรียบเฉยที่มองตามแผ่นหลังของนายแบหนุ่มไปนั้นกลับมีรอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏอยู่เล็กน้อย



ใบหน้าหล่อเหลาที่เปล่งประกายไปด้วยรอยยิ้มของคิเสะคุง ที่เกิดจากความจริงใจเหมือนที่เคยเห็นมาก่อนเมื่อนานมาแล้ว



“เฮ้ คุโรโกะ จะยืนเหม่อไปถึงไหน กลับกันได้แล้ว” เสียงทุ้มตะโกนเรียกพร้อมกับร่างสูงที่เริ่มเดินออกไปจากสนาม เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นเพื่อนร่วมทีมเซย์รินที่เหลือยืนรออยู่ตรงประตูทางเข้าแล้ว



“คางามิคุง ผมขอถามอะไรหน่อยสิครับ” เด็กหนุ่มผมแดงชะงักฝีเท้าก่อนจะหันมามอง 



“เมื่อครู่ คุณได้ยินที่ผมกับคิเสะคุงคุยกันรึเปล่าครับ?” เป็นกังวลถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ยิ่งได้เล่นคู่กันก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความสามารถที่ซ่อนอยู่ของแสงดวงใหม่คนนี้ 



อีกไม่นาน คางามิคุงเองก็จะเปลี่ยนไป....



“หือ? อ๋อ ไอ้เรื่องที่ว่าซักวันฉันกับนายจะต้องแยกทางกันอะไรนั่นใช่มั้ย จะบอกอะไรให้นะ ตั้งแต่แรกก็ใช่ว่าพวกเราจะเข้ากันได้ดีหรืออะไรซักหน่อยนี่นะ”



“แต่ว่า คนที่บอกว่าคนเดียวไม่ไหวก็คือนายเองไม่ใช่หรือไง แล้วจะกังวลไม่เข้าเรื่องไปทำไม”



“ที่บอกว่าจะคอยเป็นเงาให้กับแสงอย่างฉัน นั่นคือบาสเก็ตบอลของนายไม่ใช่หรือไงล่ะ?” คางามิพูดราวกับจะเตือนสติ 



ถึงจะเป็นคนบ้าๆซะส่วนใหญ่ แต่บางครั้งก็พูดอะไรกินใจเป็นกับเขาเหมือนกัน



บาสเก็ตบอลของเขาที่ไม่ใช่แค่อาศัยความสามารถของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในทีม 



ถึงจะเป็นแค่การแข่งซ้อม แต่ก็นับเป็นก้าวแรกที่แสนสำคัญ เพราะมันทำให้เขารู้ว่าสิ่งที่ตนตั้งใจนั้นมีทางที่จะเป็นไปได้



แม้จะเป็นแค่ทีมที่ใครๆก็เห็นว่าฝีมืออ่อนหัด แต่ขอเพียงไม่ยอมแพ้และสู้ต่อไป ในวันข้างหน้าคงจะต้องได้เจอกันในสนามแน่ๆ 



ถึงตอนนั้น บาสเก็ตบอลของเขา อาจจะสามารถรอยยิ้มของคนสำคัญกลับมาได้เช่นกันก็เป็นได้



สองเท้าก้าวเดินก่อนจะเริ่มออกวิ่งไปหาเพื่อนร่วมทีมคนสำคัญทั้งหลาย 



“คางามิคุงเองก็พูดจาใหญ่โตเป็นเหมือนกันนะครับ”



“หุบปากเถอะน่า!” 

 

 
 

 

TBC

 

 

 

 

Talk :
 
 
 
HBD Kise คุง!!! รีบปั่นเพื่อมาอัพให้ทันวันนี้ แม้คิเสะคุงจะไม่ได้เป็นพระเอกแต่วันนี้ก็เด่นกว่าพระเอก(?)แล้วนะคะ(?)
 
 
ขออภัยที่สั้น สติเริ่มไม่ค่อยมีแล้ว ไว้จะมา Talk ดีๆทีหลังนะคะ TT_TT
 

Comment

Comment:

Tweet

งื้อออ คีจัง มาเหมือนจะเป็นตัวร้ายแต่คับคล้ายคลับคาจะเป็นพระรองมากกว่า อกหักจากครกคุงก็มาซบอกเค้านะตัว

#2 By KAMPe' on 2014-06-28 16:21

คีจางงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
ลูกสาวแม่มุ้งมิ้งที่ซูดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
มามุ้งมิ้งส่งท้ายก่อนหายยาวเพราะเป็นตอนของมิโดริมัจจิ 5555555555555
HBD น๊าาาาา คีจางงงงงงงงง 
ขอบคุณพี่เฟย์นะคะที่มาอัพต่อ อิอิ

#1 By fukaze on 2014-06-18 23:18