[KnB Fic] Replay - Chapter 41 [Ao*Kuro]

posted on 08 Jun 2014 20:42 by freyaminnie in Fiction, KnB

 

 

 

 

 

 

Title : Replay

Author : freyaminnie

Fandom : Kuroko no Basket

Paring :  Aomine x Kuroko 

Rating : PG-13 

 

 

 

<< Previous | Next >>

 

 

 

40

 

 

 

 

เมื่อครู่ยังทำตัวเป็นสุนัขตัวโตขี้อ้อนอยู่เลยแท้ๆ แต่พอลงสนามกลับกายเป็นคนละคนไปเลย



หลังจากคางามิทำแป้นบาสสำรองพังไป โค้ชไคโจวที่ทั้งหงุดหงิดและก็เสียหน้าเลยจำเป็นต้องให้พวกเขาใช้สนามเต็มในการแข่งซ้อมอย่างช่วยไม่ได้ และแน่นอน รวมไปถึงการให้คิเสะ เรียวตะได้ลงแข่งกับพวกเขาในฐานะตัวจริงด้วย



แม้จะพอรู้อยู่แล้วว่าเป็นหนึ่งในเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์ แถมเมื่อวันก่อนที่โผล่ไปทักทายถึงชมรมก็พอจะรู้อยู่ว่าเก่ง แต่พอได้มาเห็นกับตาในสนามจริงๆแล้วผู้เล่นเซย์รินทั้งหมดก็อดคิดไม่ได้ว่า หมอนี่มัน ปิศาจชัดๆ!



ทั้งที่ควอเตอร์แรกเพิ่งจะผ่านไปไม่กี่นาที แต่เกมที่เล่นกันอย่างดุเดือด และกระแสเกมที่รุกรับกันอย่างรวดเร็วทำให้ผู้เล่นทีมเซย์รินเหนื่อยล้ากันเร็วกว่าปกติมาก และการที่คางามิดวลกับคิเสะอย่างไม่ออมมือ ทำให้ริโกะที่เห็นท่าไม่ดีต้องรีบชิงขอเวลานอกเสียก่อน



เพราะยิ่งเล่นเกมเร็วเท่าไหร่ ใช้เทคนิคเข้าใส่คิเสะขนาดไหน อีกฝ่ายก็สวนกลับมาด้วยความแรงที่ไม่แพ้กันทุกครั้ง สุดท้ายแล้วพวกเขาเองนั่นแหละจะเป็นฝ่ายหมดแรงไปเสียก่อน



หนำซ้ำยังมีเรื่องจุดอ่อนของคุโรโกะที่ไม่อาจใช้มิสไดเรกชั่นได้ครบทั้ง 40 นาทีในสนามอีก ซึ่งคิเสะเองก็รู้เรื่องนี้ดีเพราะเคยเป็นเพื่อนร่วมทีมกันมาก่อน ส่วนคุโรโกะแม้จะรู้จุดอ่อนเรื่องที่ความสามารถของคิเสะสูงเกินกว่าการเติบโตของร่างกายจะรับไหว แต่นั่นก็แทบจะเรียกว่าเป็นจุดอ่อนไม่ได้เลยด้วยซ้ำ



หลังจากพักขอเวลานอก เซย์รินยิ่งเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ผู้เล่นไคโจวที่เริ่มชินกับมิสไดเรกชั่นของคุโรโกะทำให้ไม่สามารถหลอกล่อได้ง่ายๆ คะแนนก็เริ่มจะทิ้งห่างออกไป



“ตัดใจซะเถอะ ถึงนายจะมีศักยภาพเหนือกว่าคนอื่นๆ แต่เมื่อเทียบกับพวกเราแล้วก็ยังห่างชั้น จะตะเกียดตะกายยังไงนายก็ไม่มีวันเอาชนะฉันได้หรอก ความเป็นจริงมันก็โหดร้ายแบบนี้แหละ” ชายหนุ่มผมทองพูดตอกใส่หน้าอีกฝ่ายอย่างไร้ความปรานี ถึงจะเป็นทีมที่มีคุโรโกจจิอยู่ ถึงจะเป็นคนที่แลดูน่าสนใจขึ้นมาหน่อย แต่ก็ไม่ต่างอะไรไปจากตอนม.ต้นนักหรอก 



ไม่ว่าใครก็ไม่มีทางเอาชนะ ‘พวกเขา’ ได้อยู่ดี



“ฮ่ะๆๆ..ฮ่าๆๆๆๆ” ทว่าคนที่โดนสบประมาทจู่ๆกลับหัวเราะออกมาเสียดังลั่น จนแทบทุกคนในโรงยิมต้องประหลาดใจ



“ขอโทษที คือไม่ได้โดนพูดตอกใส่หน้าแบบนี้มานานแล้วตั้งแต่สมัยอยู่อเมริกาน่ะ ชีวิตคนเรามันต้องท้าทายสิถึงจะมีรสชาติ ถ้าไม่มีคู่แข่งเก่งๆก็น่าเบื่อแย่ ไอ้ชนะไม่ได้แบบนี้แหละกำลังดีเลย” 



คำพูดที่ออกจากปากเอสแห่งเซย์รินอย่างคึกคะนอกเหมือนเพียงแค่จะท้าทายฝ่ายตรงข้ามหรือเพราะความไม่เจียมตัวก็ไม่รู้ ทว่ากลับทำให้หัวใจของใครอีกคนในสนามพลันกระตุกวูบ



‘เพราะไม่มีคู่แข่งเก่งๆเลยมันถึงได้น่าเบื่อไงล่ะ’



คำพูดแบบนี้มัน.. คุโรโกะอดคิดไม่ได้ว่าเหมือนกับใครบางคนไม่มีผิด 



‘ชนะไปได้ก็เท่านั้น ไม่เห็นจะสนุกตรงไหน บาสเก็ตบอลนี่น่ะ’



เสียงทุ้มของแสงคนใหม่ถูกซ้อนทับด้วยเสียงทุ้มของใครบางคนที่ยังคงสะท้อนก้องอยู่ในจิตใจ



‘คนที่จะชนะฉันได้ มีแต่ฉันเท่านั้นแหละ’



ถ้อยคำที่ยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่ ตอกย้ำไม่ให้ลืมถึงสิ่งที่เกิดขึ้น



น้ำหนักของมือที่จู่ๆก็วางทับบนหัวดึงให้หลุดพ้นออกจากภวังค์ได้อย่างทันท่วงที นัยน์ตาสีฟ้ากระพริบปริบอย่างงุนงงเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้ามอง มือใหญ่ที่จับศีรษะเขาอยู่นั้นไม่ใช่มือสีแทนของใครบางคนที่คุ้นเคย แต่เป็นมือของร่างสูงผมแดงต่างหาก



และดูเหมือนอีกฝ่ายจะมีความคิดอะไรที่ไม่ฉลาดมากๆก็บ้ามากๆขึ้นมาซะแล้ว



ซึ่งสืบเนื่องจากประวัติแล้ว ความเป็นไปได้ที่จะเป็นอย่างหลังคงมีเยอะกว่าหลายเท่า




.

.

.

.

.



การให้คุโรโกะประกบคิเสะดูเหมือนจะเป็นความคิดที่ดี(?)  จริงอยู่ที่นายแบบหนุ่มผมทองจะไม่สามารถเลียนแบบความสามารถของอดีตเงาของทีมปาฏิหาริย์ได้ แต่ก็นั่นแหละ ถ้าวัดกันแค่ความสามารถเพียวๆยังไงคุโรโกะก็ไม่สามารถหยุดคิเสะได้อยู่ดี



แม้จะมีผลเล็กดีน้อยในด้านที่ทำให้เอสแห่งไคโจวที่ว่าเสียสมาธิกับการส่งสายตาวิบวับให้คู่แข่งที่ประกบตัวเองอยู่หลายครั้งบ้างก็เถอะ



“ถึงจะเป็นคุโรโกจจิ ฉันก็ไม่ออมมือให้หรอกนะ เพราะการแข่งครั้งนี้มีคุโรโกจจิเป็นเดิมพันนี่นา!” คิเสะพูดก่อนจะเลี้ยงลูกบาสหลบผ่านคนประกบไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันให้ขยับตัวด้วยซ้ำ



ว่าแต่... นี่เขาไปกลายเป็นเดิมพันในการแข่งตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย?



จังหวะนั้นเองที่ร่างสูงกว่าเผลอเปิดช่องโหว่หลังจากที่คิดว่าสามารถผ่านเขาไปได้อย่างสบายๆ ทำให้สามารถเอื้อมมือไปฉกลูกจากมือของอีกฝ่ายได้



คิเสะที่ตกใจไม่น้อยกับแผนอันแยบยลที่ถูกวางซ้อนไว้โดยคนที่ดูท่าทางไร้พิษสง แถมพอจะตั้งท่าขึ้นชู้ตสามแต้มก็ถูกคางามิกระโดดปัดได้อีก



ความหงุดหงิดที่ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆเมื่อทิศทางของเกมเริ่มไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ทำให้การเคลื่อนไหวเริ่มมีผิดพลาด ขณะที่กำลังจะสปินตัวตามไปชิงลูกคืนมานั้นเอง แขนก็ดันเหวี่ยงไปโดนกับร่างของคนที่ซ่อนอยู่ในมุมอับของสายตาเข้าพอดี



“คุโรโกะ!!”



เสียงนกหวีดยาวลั่นพร้อมกับเสียงอุทานดังจากข้างสนามฝั่งเซย์รินเมื่อเห็นผู้เล่นของตนถูกศอกชนล้มลงไปกองที่พื้น 



“คุโรโกจจิ!”  คิเสะหน้าซีด ภาพของเพื่อนร่วมทีมที่โดนน็อกลงไปนอนที่พื้นสนามราวกับภาพเดจาวูเมื่อตอนม.ต้นปีสามก็ไม่ปาน แล้วครั้งนี้ คนที่ทำยังเป็นตัวเขาเองอีกต่างหาก 



ขายาวเตรียมจะวิ่งไปดูอาการอดีตเพื่อนร่วมทีมร่างเล็กแต่ก็ต้องชะงักเมื่อร่างสูงผมแดงเป็นฝ่ายเข้ามาประคองอดีตเพื่อนร่วมทีมร่างเล็กพร้อมทั้งถามไถ่อาการเสียก่อน



นัยน์ตาสีทองได้แต่มองภาพผู้เล่นในชุดสีขาวและโค้ชที่เข้ามาช่วยกันปฐมพยาบาลด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งในอกเมื่อความตระหนักรู้บางอย่างที่เขาปฏิเสธมาตลอดปรากฏให้เห็นชัดเจนยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด



ที่ตรงนั้น.. ไม่ใช่ที่ของเขาอีกต่อไปแล้ว 



คุโรโกจจิถูกหามออกไปพักแค่แป๊บเดียวก็กลับเข้ามาใหม่ สายตาที่แสดงถึงความเชื่อใจระหว่างเงาที่เขาเคยรู้จักกับแสงคนใหม่นั่น



คะแนนที่ถูกไล่ตามมาจนตีเสมอ ช่างดูแปลกตาราวกับเป็นของที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว 



คุโรโกจจิ ไม่ใช่เพื่อนร่วมทีมของเขาอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เป็นเพียงแค่คู่แข่งเท่านั้น



มือที่ยื่นมาจะฉวยโอกาสฉกลูกตอนเขาเผลอถูกหลบหลีกไปได้อย่างทันท่วงที ร่างสูงโปร่งหลบหลีกผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามก่อนจะชู้ตลูกเข้าห่วงอย่างสวยงามส่งให้ไคโจวเป็นฝ่ายขึ้นนำอีกครั้ง



ใบหน้าที่เคยยิ้มระรื่นราวกับสุนัขที่ติดเจ้าของแปรเปลี่ยนไปเป็นสีหน้าจริงจังอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นัยน์ตาสีทองเปล่งประกาย บ่งบอกให้รู้ว่าที่ผ่านมานั้นยังไม่ใช่ฝีมือที่สุดของตน



“ต่อให้คู่แข่งจะเป็นคุโรโกจจิหรือว่าใครหน้าไหน ยังไงฉันก็ไม่แพ้หรอก!” 




.

.

.

.

.



จากนั้นการแข่งแทบจะเปลี่ยนไปเป็นบุกสวนชิงแต้มกันอย่างดุเดือด เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งนำอีกฝ่ายก็ทำแต้มตามได้ตลอดโดยไม่มีฝ่ายใดยอมถอยง่ายๆ 



จนเวลาการแข่งขันใกล้จะหมด เมื่อเหลืออีกเพียงไม่กี่วินาทีเซย์รินกลับเป็นฝ่ายได้ครองลูกโดยคุโรโกะเป็นคนเลี้ยงฝ่ากองหลังเข้าไปเอง คิเสะที่รู้ดีกว่ายังไงคุโรโกะก็ไม่มีทางที่จะชู้ตทำแต้มเองแน่จึงมุ่งมั่นป้องกันการพาสลูกอย่างเต็มที่



ทว่าเมื่อเข้าไปถึงโซนสามแต้ม อดีตผู้เล่นมายาแห่งทีมปาฏิหาริย์กลับตั้งท่าชู้ตลูกไปที่ห่วง ท่ามกลางความงุนงงของทุกคนโดยเฉพาะอดีตเพื่อนร่วมทีม แต่ว่าจริงๆแล้วจุดประสงค์ของเจ้าตัวไม่ใช่การชู้ต แต่เป็นการเลย์อัพให้คางามิกระโดดขึ้นไปคว้าลูกเพื่อดังก์ต่างหาก



ไม่ ไม่ยอมหรอก นายแบบหนุ่มคิดในขณะที่เทคตัวลอยขึ้นไปเพื่อชิงลูกกับเอสแห่งเซย์ริน เรื่องความสามารถในเรื่องบาสดูยังไงเขาก็เหนือกว่า เรื่องอะไรจะยอมให้ดังก์เข้าได้กันล่ะ



แต่สิ่งที่คิเสะไม่คาดคิดคือพลังในการกระโดดของคางามิ ราวกับอีกฝ่ายสามารถลอยค้างอยู่กลางอากาศได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งที่เขาเองก็ทุ่มสุดกำลัง แต่กลับเป็นฝ่ายที่ร่วงลงมาก่อน ลูกบาสสีส้มที่ถูกมือของร่างสูงกว่านั้นคว้าไว้ได้ก่อนจะจับยัดลงห่วงไปเต็มแรง



ปรี๊ดดด



เสียงนกหวีดหมดเวลาดังขึ้นพร้อมกับคะแนนแต้มสุดท้ายนั่น คะแนนที่เปลี่ยนผลการแข่งขัน ทำให้เซย์รินพลิกเอาชนะไคโจวไปได้ด้วยคะแนน 100 – 98 



ชัยชนะนัดแรกของเซย์รินและคู่หูแสงกับเงาคู่ใหม่ ชัยชนะนัดแรกของคุโรโกะกับคางามิที่มีต่อ ‘เจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์’ 




.

.

.

.

.



แพ้... นี่เขา แพ้แล้วอย่างนั้นเหรอ 



เป็นครั้งแรกที่คิเสะรู้จักคำว่าแพ้ มันช่างอึดอัด หนักอึ้ง ราวกับมีอะไรมาถ่วงกระเพาะอาหารไว้อยู่ หายใจก็ไม่สะดวก นี่น่ะเหรอความรู้สึกของความพ่ายแพ้



แปะ...



น้ำ.. น้ำจากไหนกันนะ เอ๋ นี่มัน น้ำตาของเขาหรอกเหรอ ทำไม เขาถึงต้องร้องไห้ด้วย แค่เพราะแพ้ เพราะแพ้เซย์ริน เพราะแพ้หมอนั่น.. เพราะแพ้คุโรโกจจิอย่างนั้นเหรอ



ความพ่ายแพ้ที่เพิ่งเคยรู้จัก มันเจ็บปวดแบบนี้เองน่ะเหรอ 



“ไอ้บ้าเอ๊ย! จะร้องไห้ทำพระแสงอะไร ก็แค่การแข่งซ้อม” รุ่นพี่คาซามัทสึทนไม่ไหวที่จู่ๆนายแบบหนุ่มก็จะเล่นบทพระเอกเจ้าน้ำตาซะงั้นเลยถีบเข้าให้ 



“ถ้าจะมัวร้องไห้เพราะไม่เคยแพ้ ต่อจากนี้ก็เพิ่มคำว่าแก้แค้นไปในพจนานุกรมของแกซะด้วย” คำพูดที่เหมือนจะใจร้ายแต่ลึกๆแล้วเจ้าตัวก็เป็นห่วง(แม้จะปนมาด้วยความหมั่นไส้ไม่น้อยก็ตาม) รวมทั้งเพื่อนร่วมทีมที่เหลือ ทำให้คิเสะเริ่มจะมองเห็นอะไรบางอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน



สิ่งที่เรียกว่า ‘ทีม’ ที่ไม่ใช่แค่การใส่เสื้อยูนิฟอร์มสีเดียวกันในสนามเพียงเท่านั้น   



สมัยอยู่ม.ต้น พวกเขาเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดที่ไม่มีใครเทียบได้ ไม่แม้แต่จะกล้าต่อกรด้วยซ้ำ จึงทำให้ถูกเรียกว่าเป็น ‘เจเนอเรชั่นปาฏิหารย์’ ทว่าพวกเขาในตอนนั้นแม้จะเป็นทีมเดียวกัน ใส่เสื้อยูนิฟอร์มเดียวกัน แต่กลับไม่ใช่ ‘ทีม’ต่างคนต่างเล่นกันไปด้วยความสามารถเฉพาะตัวอันเก่งกาจของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนอื่น ไม่ต้องทำงานร่วมกับใคร แค่นั้นก็เพียงพอจะให้ชนะแล้ว



แต่ตอนนี้ กับทีมที่อยู่เบื้องหน้า กับอดีตเพื่อนร่วมทีมที่เขาเคยปรามาสว่าอ่อนแอที่สุด กับกลุ่มคนที่ดูยังไงก็ความสามารถด้อยกว่าเขาแทบทุกอย่าง 



คนเหล่านี้ กลับร่วมมือกันเอาชนะเขาได้ 



“โอฮาอาสะบอกว่าวันนี้ดวงราศีเมถุนจะซวยที่สุด แต่ก็ไม่คิดว่าจะถึงกับทำให้นายแพ้นะ” เสียงที่ไม่ได้ยินมานานอีกเสียงดังขึ้น สำเนียงและคำลงท้ายที่แปลกประหลาดทำให้แม้ไม่ต้องเงยหน้าขึ้นมาก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร 



“นายก็มาดูด้วยเหรอ.. ” 



เด็กหนุ่มผมเขียวใส่แว่นที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขานี้นอกจากชุดเครื่องแบบที่เป็นกักคุรันสีดำแล้วแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากตอนม.ต้นเลยซักอย่าง นิสัยชอบดันแว่น แถมยังนิ้วที่ดูแลทะนุถนอมด้วยการพันเทปอย่างดี



อดีตชูตเตอร์มือหนึ่งของเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์ มิโดริมะ ชินทาโร่ 



“ถึงได้บอกไงล่ะว่านายน่ะอ่อนหัด ไอ้มหกรรมดังก์ที่แม้แต่ลิงก็ทำได้นั่นน่ะ โชคชะตาไม่ได้อยู่ข้างนายหรอก”



นอกจากจะพูดแต่เรื่องที่ไม่ค่อยจะเข้าใจแล้ว ยังบ้าดวงสุดๆเหมือนเดิมอีกต่างหาก



“ไม่ได้เจอกันนานนะ มิโดริมัจจิ ไม่คิดจะทักทายดีๆเลยรึไงเล่า”  คิเสะมุ่ยหน้าเอ่ยทักทายเพื่อนเก่าอย่างไม่เต็มใจนัก วันนี้แค่เขาแพ้คุโรโกจจิก็แย่พออยู่แล้ว ยังมีอดีตเพื่อนร่วมทีมมาดูด้วยอีก 



โรงเรียนชูโตคุที่หมอนี่เข้าก็ใช่ว่าจะอยู่ใกล้ ทำไมต้องถ่อมาดูถึงคานางาว่าด้วยกันนะ



“ว่าแต่มิโดริมัจจิแทนที่จะมาคุยกับฉัน ไปคุยกับคุโรโกจจิไม่ดีกว่าหรือไง” คุโรโกจจิกับ ‘แสง’ คนใหม่ คือสิ่งที่แม้ไม่ได้พูดออกไปแต่อีกฝ่ายก็เข้าใจ 



ในฐานะอดีตเจเนอเรชั่นปาฏิหาริย์ ใครเล่าจะไม่สนใจ ในเมื่อที่ผ่านมาผู้เล่นมายาของพวกเขา ก็เคยแต่เป็นเงาให้แสงที่สว่างจ้าอย่างอาโอมิเนะ ไดกิมาตลอด แล้วแสงคนใหม่ที่คุโรโกะเลือกนี้ จะเทียบเทียมกับอดีตเอสแห่งเทย์โควได้แค่ไหนกัน



คำตอบคือยังห่างชั้นนัก



“กรุ๊ป B อย่างฉันกับกรุ๊ป A อย่างหมอนั่นน่ะไม่ค่อยถูกกันอย่าเจอกันเลยดีกว่า แล้วอีกอย่าง ถึงฉันจะยอมรับความสามารถของคุโรโกะ แต่ก็รับไม่ได้ที่จู่ๆหมอนั่นก็เลือกไปเข้าโรงเรียนที่อ่อนแออย่างเซย์รินแบบนั้น” มือเรียวที่พันด้วยเทปสีขาวไว้รอบนิ้วยกขึ้นดันแว่นที่เลื่อนลงมาบริเวณดั้งจมูกให้กลับขึ้นไป  



“ฉันมาดูก็แค่เพราะได้ข่าวมาว่าพวกนั้นได้เข้ารอบคัดเลือกระดับเขต แต่จริงๆมันก็แค่นั้น เสียใจด้วยนะคิเสะ แต่การแก้แค้นของนายคงจะต้องชวดไป เพราะไม่มีทางที่เซย์รินจะผ่านพวกเราชูโตคุเข้ารอบอินเตอร์ไฮได้หรอก” 

 

 
 

 

 
 

TBC

 

 

 

 

Talk :
 
 
 
เพิ่งจะเห็นว่าไม่ได้อัพมาสองเดือนแล้ว.... #ซีดดดด มะ.. ไม่ได้ตั้งใจดองยาวขนาดนี้เลยค่ะ แถมมาต่อยังไม่ค่อยมีเนื้อหาอะไรนอกเหนือจากมังงะอีก ฮรือออ ขอโทษด้วยจริงๆนะคะ แต่หลังจากนี้จะพยายามเขียนให้เร็วขึ้น และทำให้เนื้อเรื่องไปเร็วขึ้นกว่านี้แล้วค่ะ (จะพยายามตัดเนื้อหาที่เป็นออฟฟิศเชียลออก แล้วใส่เนื้อหาฟิคมาแทนให้เยอะๆนะคะ)
 
 
สำหรับคนที่ยังติดตามอยู่ก็ขอบคุณมากจริงๆนะคะที่อดทนรอ TT_TT
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

คิเสะของน้อง~~~น่าสงสาร ยังไงก็แต่งต่อไปนะคะสู้ๆ ผู้คนมากมายรออ่านอยู่ #ไม่กดดันเลย5555 ล้อเล่นนะคะ รอบทอาโฮ่ค่ะ>< พี่มินทำร้ายอาโฮ่เยอะๆนะคะสะใจดี//โดนลูกบาสอัด

#5 By KAMPe' on 2014-06-14 23:42

หมาน้อยของแม่~~~~~~~~~~~~โฮร่วววววววววววววววว คีจังๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ 

#4 By fukaze on 2014-06-14 01:56

ในที่สุดก็อัพจนได้ TOT ขออนุญาตน้ำตาไหลได้มั้ยคะ!
หนูคิดว่า คุ้มค่ากับที่ทนรอค่ะ~ 555+ จะรออ่านเสมอนะคะ!
ชักคิดถึงอาโอมิเนะแล้วสิ 55+ รอต่อไปค่ะ =..= 
ปล.พี่เขียวคะ เดี๋ยวจะรู้สึก -w-+

#3 By disabled papayamom on 2014-06-09 19:09

ชอบที่พี่มินแทรกความคิดของครกคุงเปรียบเทียมมิเนะกับพี่ไฟจังเลยค่ะ อ่านแล้วสงสารน้องและสมน้ำหน้ามิเนะ(?)ไปในเวลาเดียวกัน
เวลาเห็นพวกคิเซกิมาตระหนักได้ทีหลังว่าเสียน้องไปให้พี่ไฟแล้วมันสะใจชะมัดเลยค่ะ กร๊าซซซซซซซ //โดนมิเนะตร่อย

#2 By -Urius- on 2014-06-09 14:41

มาช้ายังดีกว่าไม่มาค่ะ
คิเสะจะทำยังไงต่อไปนะ จะไปคุยกับคุโรโกะรึเปล่า
ปล.ยังคงไร้บทของอาโอมิเนะสินะ

#1 By W.I.T.C.H on 2014-06-09 00:05