HBD Ansuz + [Vampire Knight Fanfic] Lovely In My Arms [KanameXZero]

posted on 31 Oct 2009 23:49 by freyaminnie  in Fiction

 

Happy Birth Day dear Ansuz จ้า

 

อัพเอนทรีตอนใกล้จะหมดวันเลยไม่ทันจะได้อวยพรอะไรให้เลย แถมฟิคยาวทำให้เอนทรีค้างๆอีกต่างหาก OTL งั้นก็ขออวยพรย้อนหลังให้แ้ล้วกันน้า (เมื่อวานเจอกันแต่ปั่นฟิคอยู่เลยไม่ได้ทักง่ะ)

สุขสันต์วันเกิดแมวดำจ้า ขอให้มีความสุขมากๆ มีสุขภาพแข็งแรง หน้าเด็กอย่างนี้ตลอดไป คิดอะไรขอให้สมหวัง การงานไปได้สวยนะจ๊ะ 

 

ขอโทษที่ฟิคปั่นออกมาลวกไปหน่อย แถมเสร็จเกือบจะวินาทีสุดท้ายอีกต่างหาก ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆจ้ะ TTATT

 

 

Title : Lovely In My Arms

Author : LeaNicolaie 

Translator : freyaminnie

Paring : Kaname X Zero

Note : เรื่องนี้เป็นฟิคต้นฉบับภาษาอังกฤษของคุณ Lea Nicolaie ที่เราเอามาจาก fanfiction.net เป็นรีเควสวันเกิดของแมวดำที่บังคับให้เราแปล เราไม่ได้เป็นคนแต่งเอง แต่แค่หยิบมาแปลโดยได้รับอนุญาตจากคุณ Lea เรียบร้อยแล้วค่ะ


คานาเมะ คุรัน เด็กน้อยวัยห้าขวบนั่งอยู่ข้างกายบิดาด้วยความสงสัยเป็นยิ่งนักว่าเมื่อไหร่เขาถึงจะได้พบกับคู่หมั้นของเขาเสียที เพราะนั่นเป็นเหตุผลที่พวกเขามาที่นี่ เขายังจำได้ดีเลยว่าพ่อของเขาแทบจะกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจตลอดการเดินทางกับข้อตกลงการหมั้นหมายที่เพิ่งจะประสบผลสำเร็จไป

“ในที่สุดริคุก็ยอมตกลงจนได้ แม้แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการสมรสระหว่างพวกเราเลือดบริสุทธิ์ด้วยกันนั้นยิ่งกว่าให้ประโยชน์เสียอีก” ฮารุกะพยักหน้าให้กับตัวเองพร้อมรอยยิ้ม “การได้ผู้มีเลือดบริสุทธิ์ที่สุดในเหล่าผู้เป็นอมตะด้วยกันเป็นคู่ครอง ไม่คิดว่านั่นเป็นโชคดีหรอกรึ คานาเมะ?”

แวมไพร์ทุกตนต่างต้องการคู่ครอง และสำหรับเลือดบริสุทธิ์แล้ว มันยิ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด แม้พวกเขาจะพยายามหลอกตัวเองเพียงใดว่าจะสามารถเลือกคนที่ตนต้องการจะใช้ชีวิตที่เหลือด้วยได้ตามใจชอบ มันก็มิได้เป็นเช่นนั้น ในฐานะเลือดบริสุทธิ์ เวทย์มนต์โดยกำเนิดมีอำนาจและยากต่อการควบคุมมากกว่า มันมักจะสร้างปัญหาใหญ่เมื่อแวมไพร์ตนนั้นๆมีอารมณ์หรือสภาวะทางจิตใจที่ไม่คงที่  เวทย์มนต์ของพวกจะทำงานไม่เป็นปกติและมีแนวโน้มที่ไปจะทำร้ายไม่ตัวเองเจ้าของเองก็ผู้คนรอบข้าง

ทางแก้สำหรับปัญหานี้ก็คือการมีคู่ครอง หรือ ที่จำเป็นยิ่งกว่านั้น คู่สมรสที่คัดเลือกแล้ว ซึ่งมีความเข้ากันได้และถ่วงสมดุลเวทย์มนต์อันรุนแรงของกันและกัน สำหรับแวมไพร์ คู่ครองยังหมายถึงพันธะสัญญาโลหิตอีกด้วย ซึ่งยังหมายถึงการแบ่งปันและหลอมรวมพลังเวทย์ อย่างแรกนั้นแทบไม่เป็นปัญหา แวมไพร์ตนใดก็ตามสามารถเลือกที่จะให้และรับเลือดจากอีกฝ่ายได้อย่างไม่มีปัญหา แต่อย่างหลังต่างหากที่เป็นอุปสรรคสำหรับเหล่าเลือดบริสุทธิ์

เวทย์มนต์อันแข็งแกร่งที่มีแต่กำเนิดของเหล่าเลือดบริสุทธิ์นั้นมากมายมหาศาล หากพวกเขาเลือกใครก็ตามที่อ่อนแอกว่า มีความเป็นไปได้ที่คนเหล่านั้นจะตายระหว่างการทำพันธะสัญญาเลือดด้วยไม่อาจทานทนต่อการไหลบ่าของกระแสพลัง โชคร้ายสำหรับบางคนที่มันเกิดขึ้น และฮารุกะคงเลือกให้โลกนี้ดับสลายไปเสียดีกว่าที่จะยอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดกับบุตรชายของตน

ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงเริ่มออกค้นหาคู่ครองสำหรับ คานาเมะ คุรัน และ ริโด้ คุรัน ทั้งสองเป็นเด็กๆแห่งปาฏิหาริย์ของเขากับจูริ แม้เขาจะอายที่จะพูดแบบนั้น แต่นี่ก็เป็นนามที่เด็กๆถูกเรียกขานโดยทั้งเผ่าพันธุ์ สำหรับมนุษย์ ฝาแฝดอาจจะไม่ใช่อะไรที่น่าจดจำมากมายนัก เป็นเพียงเด็กชายสองคนที่ลืมตาดูโลกพร้อมกันก็เท่านั้น แต่สำหรับเหล่าแวมไพร์ ยิ่งเป็นเลือดบริสุทธิ์ด้วยแล้ว นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของโศกนาฏกรรม หากพวกเขาโชคดีพอที่จะรอดชีวิตหลังจากการเกิดทั้งคู่ เด็กที่เกิดก่อนมักจะเป็นคนที่แข็งแรงกว่า ส่วนคนน้องจะอ่อนแอขี้โรคและส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่แค่ไม่กี่ปีเท่านั้น

แต่คานาเมะกับริโดนั้นต่างออกไปตรงที่ทั้งคู่ต่างมีพลังเท่าเทียมกัน และมีศักยภาพเช่นเดียวกับแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ตนอื่นๆ เขายังจำปฏิกิริยาของจูริยามที่หล่อนรู้สึกว่าบุตรชายทั้งสองของพวกเขาจะมีชีวิตที่ยืนยาวดังเช่นที่พวกเขาสมควรได้รับ เสื้อเชิ้ตซีกหนึ่งของเขาเปียกปอนไปด้วยคราบน้ำตาแห่งความยินดีในเวลานั้น เขารักที่เด็กๆทั้งคู่สมบูรณ์แข็งแรงและมีชีวิตชีวา แต่ตอนนี้เขาต้องหาคู่ครองสองคนที่มีปริมาณพลังเวทย์ระดับเดียวกับลูกชายของเขา และนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้แต่น้อย

เขาเกือบจะสิ้นหวังกับความคิดที่ไม่อาจหาใครให้พวกเขาได้เลย จนกระทั่งจู่ๆ ราวกับได้ยินคำอธิษฐานของเขา เขาได้รับคำเชื้อเชิญจากคนรู้จักเก่าแก่ที่กำลังจะมีบุตรคนแรก คิริยู ริคุ เป็นคนง่ายๆและอ่อนโยน หากไม่บังเอิญไปสะกิดเข้ากับอีกด้านที่แย่ๆของเขา และฮารุกะก็ทำสิ่งนั้นโดยการสู่ขอบุตรคนโตของเขา ไม่ว่าชายหรือหญิง มาเป็นคู่ครองไม่ว่าจะเป็นของคานาเมะหรือริโด

 “ฮารุ นายมักจะดูมีอารมณ์ขันเสมอสำหรับแวมไพร์นะ นี่เป็นหนึ่งในมุกตลกของนายใช่ไหม? ใช่ไหม!?” ริคุไม่เพียงแต่หัวเสีย แต่เขาถึงกับโกรธเกรี้ยว ซึ่งภายหลังฮารุกะคงจะหัวเราะและเรียกว่ามัน อารมณ์ร้ายของนายตัวแสบ หากแต่ในช่วงเวลานั้น แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ถึงกลับหวั่นเกรงต่อชีวิตของตน ริคุเป็นภูติที่น่ากลัวตนหนึ่งยามโกรธ เป็นเวลาห้านาทีที่ทุกๆคนในบริเวณนั้น (ซึ่งมีรัศมีรอบๆราว 500 กิโลเมตร) คิดว่าโลกกำลังจะถึงจุดจบ พายุโหมกระหน่ำ สายฝนสาดเท และพายุลูกเห็บ

ฮารุกะพับข้อเสนอเขาเก็บไว้ก่อนอย่างชาญฉลาดและตัดสินใจมาเยี่ยมเยือนอีกครั้งในวันอื่นแทน

ความพยายามครั้งต่อๆมาในการตามตื๊อถูกปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยและคำตำหนิอย่างรุนแรง จนกระทั่งถึงวันที่คู่ครองที่ถูกเลือกของริคุได้สัมผัสถึงเวทย์มนต์ที่เติบโตขึ้นของบุตรชายของพวกเขา คิริยู ยูริ รู้สึกได้อย่างชัดเจนราวกับเมื่อศักยภาพที่แท้จริงของลูกชายของหล่อนฝังลึกภายในร่างกายซึ่งเธอก็ได้แต่ประหลาดใจ พลังขนาดนั้น ความแข็งแกร่งระดับนั้น และสิ่งนั้นกำเนิดมาจากเธอกับริคุ ด้วยความตื่นเต้น เธอรีบหันไปบอกกับสามี ผู้ซึ่งกล่าวถอนใจออกมาหลายประโยคและจบลงด้วยการเอาฝ่ามือตบลงบนศีรษะแรงๆและกระซิบข้างหูภรรยาว่า

“ยูริ นี่อาจจะฟังดูประหลาดไปสักหน่อย แต่นี่เป็นตัวอย่างเลือดที่ได้จากฮารุผสมกับพลังเวทย์ลงไปด้วย มันจะสามารถเข้ากันได้กับลูกชายของเราไหม?”

เมื่อยูริพยักหน้าเป็นการยืนยัน ใบหน้าของริคุก็เปลี่ยนเป็นสีขาวซีดน่ากลัวและขอให้ปล่อยเขาอยู่คนเดียวสัก 2-3 วัน ยูริไม่อาจจินตนาการได้ว่าเป็นเรื่องผิดปกติอะไรหนักหนาแม้หลังจากสามีของหล่อนบอกเล่าถึงสิ่งที่ตระกูลคุรันต้องการ ไม่ใช่เพียงแต่คานาเมะคุง กับริโดคุงที่ต้องพบความลำบากในการหาคู่ครอง ลูกชายของพวกเขา ด้วยระดับที่สูงเช่นนี้ ก็เป็นความยุ่งยากเช่นกัน

 “ผลกระทบต่อเราไม่ร้ายแรงเท่าเหล่าแวมไพร์ แต่ริคุ หากนายรู้สึกเช่นเดียวกับฉันตอนนี้ล่ะก็ ลูกชายของเราจะไม่เป็นเพียงภูติเลือดบริสุทธิ์เท่านั้น เขายังต้องการบางคนที่เท่าเทียมซึ่งเขาสามารถแบ่งปันและถ่วงสมดุลของเวทย์มนต์ได้ นายเข้าใจเรื่องนี้ใช่ไหม?”

เขาเองก็เข้าใจมันอย่างเจ็บปวดเสียด้วย “ฉันเพียงแต่ไม่อยากขีดเส้นชีวิตให้เขาไว้แบบนี้ เขาควรจะมีสิทธิ์เลือกทำในสิ่งที่เขาชอบ” เขานวดขมับ “การคลุมถุงชน..เป็นความคิดที่ดีแล้วอย่างนั้นหรือ?”

“หรือนายจะออกตามหาอย่างไร้ทิศทางเหมือนฮารุกะซังล่ะ? ความเป็นไปได้ที่เวทย์มนต์ของเราจะอยู่นอกเหนือความควบคุมยิ่งปล่อยไว้นานก็ยิ่งมีมากขึ้นหากไม่มีคู่ครองนะ ส่วนวิธีนี้ ลูกชายของเราจะสามารถทำอะไรก็ได้ที่เขาต้องการเพราะว่าได้ทำสิ่งที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันไว้แล้ว” เธอยิ้มอย่างหมดทางขัดขืน “และนายได้เห็นลูกชายของฮารุกะซังแล้วรึยัง? เขาเอารูปภาพให้ฉันดูเมื่อวันก่อน พวกเขาเป็นเด็กที่น่ารักมาก ฉันหวังว่าลูกน้อยของเราคงจะโตมาน่ารักไม่แพ้กัน” เธอยิ้มบางพลางเอามือลูบหน้าท้องนูนที่มีลูกของพวกเขาอยู่ไปด้วย

เช่นนั้นเอง ริคุจึงต้องยอมอ่อนข้อให้ เขาไม่เคยปฏิเสธยูริได้ และยิ่งเมื่อฮารุกะนำจูริมาเกี่ยวข้องด้วย... ก็ ใครกันจะสามารถปฏิเสธจูริได้เล่า การหมั้นหมายถูกยืนยันเป็นที่แน่นอนไม่กี่เดือนก่อนกำหนดคลอด

จากนั้นไม่กี่เดือน ทารกน้อยจึงตัดสินใจว่าเขาใช้เวลาอยู่ในครรภ์มารดามาเพียงพอแล้ว ฮารุกะพาจูริและลูกชายทั้งสองมาด้วยเมื่อยูริถามเขาว่าอยากเห็นสมาชิกใหม่ของตระกูลคิริยูหรือไม่

“อา ราวกับว่าเพิ่งไม่กี่วันก่อนนี้เองที่ฉันเอ่ยขอลูกของนาย ไม่อยากเชื่อเลยว่าผ่านมานานขนาดนั้นแล้ว” ฮารุกะยิ้ม

“นานรึ ไม่จริงเลย เมื่อเราต่างก็แก่ตัวลงอย่างเชื่องช้า เวลาก็แทบจะไม่มีความหมายใดๆ” ริคุส่ายหัว เขาสิ่งยิ้มอ่อนโยนให้เมื่อเห็นริโดขยับไปมาอย่างหมดความอดทนอยู่ข้างกายมารดา “ขอโทษที่ต้องให้รอ ยูริกำลังเตรียมพร้อมอยู่ เดี๋ยวก็คงจะได้พบแล้วล่ะ”

ราวกับเป็นไปตามบท ร่างของภรรยาของเขาก้าวออกมาพร้อมกับภาระในอ้อมแขน “ขอโทษด้วยที่มาช้า เซโร่ตัดสินใจว่าเขาไม่อยากถูกเคลื่อนย้ายไปไหนง่ายๆน่ะ” ลูกชายเธอดูท่าทางจะเป็นคนตื่นง่ายมากแม้เพียงเสียงที่เบาที่สุดก็สามารถปลุกเขาให้ตื่นจากนิทราได้

ริโดยืนขึ้นในทันทีแล้วเดินมาหาเธอ เขาพยายามจะชะโงกหน้าดูสิ่งที่อยู่ในอ้อมแขน เธอยิ้มและคุกเข่าลงเพื่อให้เด็กน้อยสามารถมองเห็นได้ชัดๆ ดวงตาสีโลหิตกระพริบปริบๆอยู่หลายครั้งก่อนคิ้วสีน้ำตาลขมวดมุ่นและริมฝีปากเล็กอ้าปากเอ่ยเป็นคำพูด

“พวกเขาตัวเล็กเหมือนกันหมดอย่างนั้นหรือ? เขาหลับอยู่รึเปล่า? ทำไมเขาถึงไม่ลืมตาขึ้นล่ะ?”

ความอยากรู้อยากเห็นของเด็กชายตัวน้อยช่างน่าเอ็นดูนัก ยูริพยายามกลั้นเสียงหัวเราะเมื่อตอบกลับไปว่า “เราทุกคนต่างก็ต้องตัวเล็กเท่านี้มาก่อนจ้ะ ริโดคุง แม้แต่เธอกับฉันก็ด้วย เซโร่ก็ไม่เชิงหลับอยู่แต่เด็กแรกเกิดจะไม่สามารถลืมตาได้ถนัดนัก” แวมไพร์น้อยพยักหน้ากับคำตอบนั้นและมองต่อไป “ริโดคุง เธออยากอุ้มเขาไหมจ๊ะ?”

“ได้เหรอฮะ?” เขาถามอย่างตื่นเต้น ยูริหัวเราะคิกคักให้กับความกระตือรือร้นนั้น แล้วส่งลูกชายของเธอให้พร้อมกับคำแนะนำในการอุ้มที่ถูกต้องและจัดท่าทางการวางแขนให้สามารถรองรับศีรษะและคอของเด็กน้อยได้อย่างมั่นคง

“เขาตัวอุ่นจัง” ริโดพึมพัมเบาๆขณะมองลงไปยังทารกในอ้อมแขน “เวทย์มนต์ของเขาก็รู้สึกดีด้วย พอเขาโตขึ้นแล้วเราก็จะเก็บเขาไว้ได้ใช่ไหมฮะ?”

ยูริยิ้ม “จ้ะ เธอหรือไม่ก็คานาเมะคุงนั่นแหละ พวกเธอดูแลเซโร่ให้ดีๆ ตกลงนะ? เขาคงจะต้องการใครซักคนเป็นตัวอย่างที่ดีให้”

เมื่อเห็นว่าพี่ชายเขาสนุกแค่ไหน คานาเมะพับมารยาทที่ถูกสอนมาเก็บไว้ก่อนแล้วค่อยๆเข้าไปหาคู่หมั้นของเขาอย่างช้าๆ เซโร่หน้าตาเป็นยังไงกันนะ เขาเองก็อยากรู้เช่นกัน

ริโดยิ้มเมื่อสังเกตเห็นน้องชายฝาแฝด “คานาเมะ ดูสิๆ นี่เซโร่ เขาจะเป็นของเราเมื่อเราโตขึ้นล่ะ”

“เขาจะเป็นคู่ครองของเราคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ริโด” คานาเมะแก้ให้ขณะที่มองข้ามไหล่น้องชายไป โดยไม่รู้ตัวเขายกปลายนิ้วขึ้นสัมผัสแก้มสีชมพูนิ่ม ชื่นชมกับกระแสเวทย์มนต์อ่อนๆที่สะท้อนกลับมายังจิตใจของเขาและผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ราวกับว่าเซโร่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเขา ณ เวลานั้นเอง คานาเมะรู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงตัวตนของเขาที่อยู่ภายใน ความรู้สึกที่กลมกลืนและลงตัวที่มากับเวทย์มนต์ของอีกฝ่ายที่สอดคล้องกับเขาเป็นอะไรที่คานาเมะไม่คิดว่าเขาจะมีวันลืมได้ นี่แหละคือความหมายของการมีคู่ครอง เขารู้แล้วว่าเหตุใดพ่อจึงใช้เวลาและความพยายามไปมากมายเพื่อค้นหาตัวเลือกที่เหมาะสม

ทารกน้อยขยับตัวกับสัมผัสของคานาเมะ อ้าปากหาวน้อยๆก่อนจะเอนกลับไปในอ้อมแขนของริโด เมื่อมองดูปฏิกิริยาของเด็กๆ เหล่าผู้ใหญ่ในห้องนั้นต่างก็พึงพอใจและมีความหวังว่าการหมั้นหมายนี้จะลุล่วงไปได้ด้วยดี


“แย่ล่ะ เซโร่ ระวัง!!

มือเรียวขาวกระดิกขึ้นและก้อนหิมะและเกล็ดน้ำแข็งก็เปลี่ยนทิศทางราวกับถูกจับวางไปยังเป้าหมายอื่น เซโร่เอ่ยขึ้นโดยนัยน์ตาไม่ได้ละจากหน้าหนังสือด้วยซ้ำ “เวลาจะฝึกใช้เวทย์มนต์ช่วยระวังคนอื่นหน่อยสิ ยูกิ เธอน่ะอาจจะฆ่าคนได้ง่ายๆเลยนะ”

เธอทำหน้ามุ่ย “ฉันพยายามอยู่ จริงๆนะ ฉันทำถูกตามขั้นตอนทั้งหมดแล้ว!!” เธอโบกไม้โบกมืออย่างหัวเสีย เวทย์มนต์ของเธอปะทุอย่างน่าหวาดเสียวรอบๆมือทั้งคู่ เปล่งแสงเป็นสีแดงจางๆ

“เธอกำลังปล่อยให้อารมณ์ครอบงำจิตใจอยู่ ยิ่งปล่อยให้ส่งต่อไปยังเวทย์มนต์จะยิ่งแย่ไปใหญ่ เธอต้องหาทางออกทางอื่นนะ” เขาพูดเรียบๆ แล้วพลิกหน้ากระดาษ

เธอถอนหายใจ “ฉันรู้ รู้หรอกน่า เหมือนนายใช่มั้ยล่ะ?” เซโร่มีชื่อเสียงในด้านทักษะการยิงธนูเช่นเดียวกับเวทย์มนต์ของเขา และแม้จะไม่เป็นที่พูดถึงมากนัก เซโร่ไม่เคยไปไหนโดยปราศจากปืนด้ามโปรดของเขา มันถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อยิงพลังเวทย์ออกไป และทำให้เขาเลือกได้อย่างอิสระว่ากระสุนนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปและส่งผลกระทบต่อฝ่ายตรงข้ามในรูปแบบไหน ยูกิจำได้ลางๆว่าเคยมีคนโดนแช่แข็งตรงบริเวณหว่างขา ส่วนมือโดนเผาไหม้เนื่องจากพยายามลวนลามเด็กสาวขณะที่เซโร่อยู่ใกล้ๆนั้น

หัวเราะคิก เธอหมุนลูกกลมน้ำบนมือเล่น เคลื่อนไปที่บริเวณปลายนิ้ว ตั้งท่ายิงด้วยมือแล้วหลับตาลงข้างหนึ่ง เซโร่เลิกคิ้วขึ้นแล้วเงยหน้าจากหนังสือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นเพื่อนสมัยเด็กของตนทำตัวเพี้ยนๆ แต่ก็...

“ทำอะไรน่ะ?”

“เอ๋ อ๊ะ นายก็รู้นี่ ตอนที่นายยิงผู้ชายคนนั้น คนที่ลวนลามเด็กผู้หญิงน่ะ?”

เซโร่พ่นลมหายใจ “สมน้ำหน้าแล้วล่ะ” ยูกิหัวเราะแล้วพยักหน้า “ก็แค่นึกถึงน่ะ นายเท่มากเลยรู้ไหม”

“เซโร่คุง ยูกิ ข้าวเที่ยงได้แล้วจ้ะ”

“ขอบใจมาก โยริจัง!

เมื่อพวกเขานั่งลงเรียบร้อยและเขาไม่มีหนังสืออยู่ในมือ ความคิดของเซโร่วนเวียนกลับไปยังสิ่งที่เขาพยายามจะหลีกเลี่ยงไม่คิดถึงมาตลอด ตอนนี้เขาเรียนจบแล้วก็ได้เวลาต้องกลับบ้าน ปกติแล้วสิ่งนี้จะทำให้หลายคนรู้สึกโล่งอกและคิดถึง แต่มันกลับนำพาเพียงความไม่สบายใจมาให้เซโร่ ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากพบกับพ่อแม่ เขาไม่ค่อยได้ติดต่อกับคานาเมะหรือริโดมากนักตั้งแต่มาถึงที่นี่ และไม่รู้เลยว่าพวกเขาจะมีปฏิกิริยาแบบไหนเมื่อเขากลับไป เขาเกือบจะหวังว่าจะอยู่โรงเรียนต่อไปอีกแม้ว่าจะรู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้

ครอสอคาเดมี่เป็นโรงเรียนแนวหน้าซึ่งเป็นที่สอนเวทย์มนต์โดยเฉพาะ เซโร่มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เรียนรู้และเข้าสังคมกับคนอื่นๆในวัยเดียวกัน ที่นี่เองที่เขาได้พบกับยูกิและซาโยริ

ความเฉลียวฉลาดและพลังเวทย์ระดับสูงของเขาทำให้เขาแปลกแยกจากเด็กคนอื่นๆแทบจะในทันที ซึ่งทำให้เขาค่อนข้างโดดเดี่ยว การมีเพียงคานาเมะและริโดอยู่ข้างกายเสมอๆก่อนหน้านี้มักไม่ค่อยรบกวนจิตใจเขาเท่าไหร่ แต่เขาก็แอบหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงความเคยชินนี้โดยไม่ต้องเผชิญหน้าหรือยอมรับความเงียบอันน่าอึดอัดจากคนอื่น

จนกระทั่งวันหนึ่งซาโยริเดินเข้ามาหาและถามว่าเพราะอะไรเขาถึงควบคุมพลังเวทย์ได้ดีนัก ตอนนั้นเธอยังเป็นนักเรียนของอีกชั้นเรียนหนึ่ง พวกเขาจึงไม่ได้พบกันมากนัก แต่ก็รู้จักกันและกันผ่านทางเรื่องซุบซิบนินทาและข่าวลือ เซโร่เป็นที่รู้จักในนามหมาป่าเดียวดายผู้มีพลังมากเกินไป และซาโยริมีชื่อเสียงไม่เฉพาะด้วนเวทย์มนต์ แต่พลังที่ควบคุมไม่ได้ของหล่อนด้วย  หล่อนมีปัญหาในการควบคุมพลังมหาศาลที่อยู่ภายในตัวซึ่งดูจะหลั่งไหลออกมามากเกินไปเสมอไม่ว่าจะพยายามทำอะไร เหล่าอาจารย์ต่างไม่รู้จะทำอย่างไรและนักเรียนคนอื่นๆก็เว้นระยะห่างด้วยไม่อยากจะโดนลูกหลงจากอุบัติเหตุ

เซโร่ไม่เห็นว่านั่นจะเป็นปัญหาใหญ่ตรงไหน พวกเขาคิดเพียงแต่จะกักเก็บเวทย์มนต์ปริมาณมาก กดมันไว้และป้องกันอย่างแน่นหนา พวกเขาไม่เคยคิดจะปล่อยให้มันไหลไป เวทย์มนต์ไม่ใช่เครื่องมือ แต่เป็นส่วนหนึ่งของผู้ใช้ การถูกกักขังไว้เช่นนั้นแน่นอนว่ามันจะต้องพยายามต่อต้านด้วยวิธีเดียวที่จะทำได้

ด้วยกำไลข้อมือที่แม่เขาให้มาเป็นเครื่องรางนำโชค เขาใช้มันบรรจุพลังเวทย์ส่วนหนึ่งของหล่อนเพื่อจะปลดปล่อยออกมาในวันจบการศึกษา เมื่อหล่อนโตพอที่จะรับมือกับพลังเวทย์ของตนเองได้แล้ว หากไม่สามารถรับมือกับมันได้ในตอนนี้ หล่อนก็ต้องเรียนรู้ไปทีละเล็กทีละน้อย มันเป็นจุดด้อยชั่วคราวที่จะหล่อนจะสามารถลบล้างไปได้ในเวลาไม่กี่ปี

เขาพบกับยูกิไม่นานหลังจากซาโยริ หล่อนหลงทางขณะกำลังมองหาทางไปห้องครัว เซโร่ที่มักจะนอนดึกอยู่เสมอเกือบจะเดินชนหล่อนขณะเดินผ่านมุมหนึ่งของอาคาร พอได้รับรู้เรื่องราว เขาก็พาหล่อนไปที่ห้องในหอพักของเขาและแบ่งอาหารให้แทนเพราะกลัวว่าหล่อนจะไปหลงทางที่ไหนอีก

จากนั้นก็ราวกับเป็นกิจวัตรประจำ แทนที่จะไปห้องครัว ยูกิจะมาหาที่ห้องเขาแทนเมื่อต้องการขนมและคนคุยด้วย เขามารู้ภายหลังว่าหล่อนเองก็สนิทกับซาโยริและพวกเขาทั้งสามก็ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดนับตั้งแต่นั้น

ขณะกำลังเอร็ดอร่อยอยู่กับอาหาร ไม่ช้ายูกิก็สังเกตว่าเซโร่ไม่ได้ลงมือแตะต้องเลย “มีอะไรเหรอ?”

ซาโยริยิ้มให้อย่างเห็นใจ เธอเองก็อยู่ในสถานะไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก “นายกำลังจะกลับบ้าน ใช่ไหมล่ะ? เพราะนายเรียนรู้ทุกสิ่งที่มีสอนที่นี่หมดแล้ว และตอนนี้นายก็ต้องกลับไป ไปพบกับอีกครึ่งหนึ่งของครอบครัวนาย”

“อีกครึ่งหนึ่ง? เธอหมายถึงคู่ครองที่ถูกกำหนดไว้แล้ว?” ยูกิรู้สึกสลดทันที “ฉันจำได้ว่านายเคยบอกว่าพวกเขาเป็นฝาแฝด หนึ่งในนั้นจะเป็นคู่ครองของนาย แล้วจะเลือกกันยังไงล่ะ?”

เซโร่หลับตาลง “ฉันมาคิดดูแล้ว และตัดสินใจได้ในที่สุด” ถอนหายใจออกมา “ฉันจะ....” เขาหยุดชั่วครู่หนึ่ง “ฉันจะ...

“ฉันจะใช้วิธี เป่ายิ้งฉุบ”

“…”

“…”

“เซโร่!

“เซโร่คุง นี่มันเกี่ยวกับการเลือกใครคนใดคนหนึ่งที่จะอยู่ร่วมกันไปตลอดชีวิตนะ...” ซาโยริกล่าว “ถ้าจะใช้การเป่ายิ้งฉุบเนี่ยมันออกจะ...”

“ฉันรู้น่า ฉันรู้ ฉันแค่คิดว่าถ้ามันง่ายแบบนั้นก็ดีสิ” เซโร่ถอนหายใจเบาๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พ่อของเขาบอกว่าฮารุกะซังพบใครบางคนที่เข้ากันได้กับบุตรชายทั้งสองของตนเช่นกัน แต่ทั้งคู่กลับไม่ยินยอมที่จะทำพันธะสัญญาโลหิตกับหล่อน เซโร่ขมวดคิ้วมุ่น ให้ตายสิ สองคนนั่นช่างเป็นเด็กที่ถูกตามใจซะเหลือเกิน ไม่เปลี่ยนไปเลยซักนิด เรื่องแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเรื่องมากเลยแม้แต่น้อย

“หล่อนคงไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก ใช่ไหม?” เขาพึมพัมกับตัวเอง ซึ่งสองสาวที่นั่งอยู่เคียงข้างต่างก็มองมาด้วยความไม่เข้าใจ


“อ่ะ ฉันทนหล่อนไม่ไหวแล้ว นายเห็นตอนที่หล่อนพยายามจะให้ท่าผู้ชายคนนั้นไหม ถ้าหากหล่อนจริงจังล่ะก็ฉันจะดีใจมาก แต่นี่หล่อนทำไปเพื่อหวังให้พวกเราหึง! ไม่รู้ว่ามีคนแบบนี้อยู่ในหมู่พวกเราได้อย่างไรกัน” ริโดครางด้วยความสิ้นหวัง เขาอยากจะฆ่าอะไรซักอย่างเสียเหลือเกิน ยิ่งถ้าเป็นสิ่งที่ก่อกวนอยู่ในหัวที่ไม่สมควรมีชื่อนั่นก็ยิ่งดีใหญ่

“ฉันคงจะไม่พูดถึงมันในแง่ร้ายขนาดนั้นหรอกนะ แต่ความรู้สึกของฉันก็ไม่ต่างไปจากนาย” คานาเมะเห็นด้วย ถอนหายใจไร้เสียงขณะยกชาขึ้นจิบ

“โถ การที่พวกเธอทั้งสองถูกบังคับให้ต้องทนทรมานอยู่กับคนที่เลวร้ายขนาดนั้นทำให้ฉันพลอยอารมณ์เสียไปด้วย” ซาระกล่าวอย่างเห็นใจ เธอเองก็มีประสบการณ์ที่ไม่น่าอภิรมย์นักเมื่อพูดถึงการเลือกคู่ครอง อย่างไรก็ดี เธอก็เป็นแวมไพร์สาววัย 17 และยังเป็นโสดอยู่ เธอก็หวังว่าจะรักษามันไว้แบบนั้นได้ตลอดชีวิตที่ยืนยาวของหล่อน

“อย่างน้อยเธอทั้งคู่ก็มีคู่หมั้นที่น่ารักให้รอคอยนี่นา ฉันสิมีแค่แถวยาวเหยียดของผู้มีคุณสมบัติห่วยๆที่ต้องพิจารณาและปฏิเสธไปคนแล้วคนเล่า”

“ใช่ ยังมีเซโร่” คานาเมะพยักหน้า “แต่นั่นเป็นปัญหาหนึ่ง มีเราเพียงคนเดียวที่สามารถเป็นคู่ครองของเขาได้” น้ำเสียงเขากลับไม่ได้เดือดร้อนนักเท่าที่ซาระสังเกตได้

“ถูกต้อง” ริโดเห็นด้วย “และเขากำลังจะกลับมาบ้านเพื่อเป็นของฉัน” ซาระยกมือขึ้นปิดริมฝีปากกับถ้อยคำท้าทายอย่างชัดเจนนั้นขณะที่คานาเมะเพียงแต่เลิกคิ้วและยกชาขึ้นจิบอีกครั้งหนึ่ง

ริโดจะพูดยังไงก็ได้ เซโร่เป็นของเขาเท่านั้น


เซโร่ยิ้มเมื่อเห็นยูกิหลับไหลไปพร้อมกับอมยิ้มห้อยคาอยู่มุมปาก จะมีใครในโลกที่สามารถหลับทั้งที่ยังกินของแบบนั้นอยู่ได้บ้าง เซโร่ไม่รู้ เขารู้แต่ว่าควรจะเอามันออกไปก่อนที่มันจะเข้าไปพันกันยุ่งเหยิงกับผมของหล่อนเสียก่อน

เอนตัวลง ให้แน่ใจว่าจะไม่ปลุกคนที่หลับอยู่และส่ายศีรษะขณะเอาอมยิ้มรสเชอรี่วางไว้บนผ้าเช็ดปาก พวกเขาทั้งสามยังเหลือเวลาอีกห้าชั่วโมงก่อนเที่ยวบินจะออกและเขาเองไม่รู้จะใช้เวลาว่างช่วงที่เหลือไปทำอะไร สิ่งเดียวที่เขาคิดถึงคือฝาแฝดที่เขาต้องพบเมื่อกลับไปถึงบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาถอนหายใจและนั่งกลับลงบนเก้าอี้ตามเดิม เอาเถอะ อย่างน้อยเขาก็มียูกิและซาโยริค่อยช่วยแบ่งเบาภาระความไม่สบายใจหรือยากลำบากเมื่อต้องอยู่กับเหล่าคุณชายที่มั่นใจในตัวเองสูงทั้งสอง

“พ่อกับแม่ของฉันรู้จักเธอแล้ว ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอก” ยูกิยักไหล่

ซาโยริพยักหน้า “ฉันเองก็มีเวลาเหลือเหมือนกัน หวังว่าคงจะเพียงพอจนกว่านายจะตัดสินใจได้”

เขาเองก็หวังเช่นนั้น เขาไม่ได้พบกับคานาเมะหรือริโดมาตั้งแต่เขาอายุ 7 ขวบ ตอนนี้เขา 17 แล้ว และพวกเขาก็อายุ 22 เมื่อคำนึงตัวเลขวัย พวกเขาดูจะแก่กว่าอยู่ไม่น้อย และในบางด้าน พวกเขาก็ควรจะโตกว่าเช่นกัน แต่ถ้าพวกเขายังเป็นเหมือนกับที่เขาจำได้ เขาสงสัยว่าพวกเขาจะประพฤติตัวสมวัยมากน้อยแค่ไหนกัน ริโดยังคงขี้โวยวายและคานาเมะก็หยิ่งยโสได้อย่างสุภาพ แม้จะมีหลายคนคิดว่าพวกเขาแตกต่างกันด้วยกิริยาที่แสดงออก เซโร่ก็รู้ว่าภายในนั้น ทั้งคานาเมะและริโดคล้ายกันมากนัก เพียงแต่คนหนึ่งสามารถปกปิดมันไว้ได้แนบเนียนกว่าเท่านั้นเอง

เซโร่ต้องพยายามรักษาสีหน้าขณะนึกถึงเหตุการณ์ที่ผู้ดีคนหนึ่งซึ่งพยายามบังคับให้เขาพบกับลูกๆของเขาซึ่งจบลงที่โรงพยาบาล บาดแผลของเขาร้ายแรงพอจะอยู่เป็นอาทิตย์ แม้แต่สำหรับแวมไพร์ แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นอุบัติเหตุ เซโร่ก็รู้ดีกว่าใครที่เป็นต้นเหตุ สร้างความบาดเจ็บมากขนาดนั้นต่อแวมไพร์ที่โตเต็มที่ได้ และคานาเมะในเวลานั้นอายุเพียง 12 ปีเท่านั้น

หลังจากนั้นฐานะของเซโร่ในฐานะว่าที่คู่หมายของฝาแฝดคุรันก็ถูกประกาศ เป็นคำเตือนชัดแจ้งเพื่อให้เว้นระยะห่างเนื่องจากเซโร่นั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นที่กล่าวถึงไปทั่ว แวมไพร์เป็นพวกที่หวงแหนอาณาเขต ราวกับอาศัยอยู่ท่ามกลางฝูงหมาป่า เซโร่ส่ายศีรษะและกัดคุกกี้โอริโอ้สอดใส้เนยถั่ว เขาจะไม่ยอมให้ใครต้องมาบาดเจ็บเพียงเพราะเขา เขาไม่ใช่เด็กน้อยไร้เดียงสาวัย 7 ขวบเช่นเดียวกับตอนนั้นอีกแล้ว

“ถ้ากล้าทำอะไรบ้าๆแบบนั้นอีกล่ะก็ คานาเมะ ฉันจะทำให้นายหนาวไปจนถึงกระดูกเลย”

“หืมม เซโร่? นายพูดกับตัวเองอยู่รึไง?” ยูกิขยับตัว เอามือขยี้ตาแล้วจู่ๆก็สะดุ้งพร้อมเอามือไปสำรวจที่ริมฝีปาก “อ๊ะ อมยิ้มฉัน!

“อยู่นั่นไง” เซโร่ใช้มือที่ถือโอริโอ้อยู่ชี้ไปอีกทาง แทนที่สายตาจะหันไปยังแท่งน้ำตาลแสนหวาน นัยน์ตาเรียวกลับจับจ้องไปที่คุกกี้สีดำเข้ม

“นายไม่เห็นบอกเลยว่ามีโอริโอ้” หล่อนยื่นปากอย่างไม่พอใจ “กับเนยถั่วด้วย!” โน้มตัวมาใกล้ หล่อนฉกขนมหวานนั้นไปจากมือแล้วกัดคำหนึ่ง ถอนหายใจอย่างมีความสุขขณะที่เคี้ยว “มีนมบ้างไหม?”

เซโร่พยักหน้าไปทางแก้วหนึ่งในนั้น “เธอกินอาหารขยะพวกนี้เยอะแยะ แล้วมันไปอยู่ไหนหมดนะ?”

“ฉันมีระบบย่อยอาหารดีน่ะ และเพราะฉันใช้พลังเวทย์มากเลยเผาผลาญไปได้เยอะเลย” หล่อนว่าเสียงใสขณะหยิบโอริโออีกชิ้น

“สงสัยจังว่าทำไมเธอถึงไม่เคยหมดแรงเลยสักครั้ง” เขาเห็นมาหลายต่อหลายครั้งที่นักเรียนคนอื่นๆซึ่งไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเองเหนื่อยจนหมดแรงหรือล้มลงเพราะผลักดันตัวเองมากเกินไปตอนใช้เวทย์มนต์

ยูกิหัวเราะ “เคล็ดลับคือน้ำตาลล่ะ!” หล่อนเหวี่ยงโอริโอไปมาราวกับเป็นตราประดับและแยกมันออกจากกันก่อนที่จะใส่เข้าปาก

“ยูกิ? เซโร่คุง? ได้กลิ่นอะไรหอมๆ...” ซาโยริหาว พยายามจัดผมที่ยุ่งเหยิงให้เข้าทรง “โอ๊ะ โอริโอ้เหรอ? กับเนยถั่วด้วย?” เธอยิ้มแล้วฉกอีกอันมาจากมือของเซโร่ที่กำลังจะกัดเข้าปากโดยกินหมดภายในสองคำ พร้อมทั้งไม่ลืมที่จะจุ่มนมด้วย

“มีอยู่เต็มจานตรงหน้าเธอเนี่ย ทำไมต้องมาแย่งอันที่ฉันถืออยู่ด้วยนะ?” เขาเรียกร้อง ซาโยริยักไหล่ “ก็ของนายดูน่ากินกว่านี่ เอานมเพิ่มอีกได้ไหม?”


“ฉันรอไม่ไหวแล้ว ในที่สุดเซโร่ก็กำลังจะกลับมาบ้าน” ยูริยิ้ม “เขาคงจะมาถึงที่นี่ได้อย่างปลอดภัย ใช่ไหม?”

ฮารุกะยิ้มบ้าง “ไม่ต้องห่วง ฉันส่งมือดีที่สุดไปรับแล้วล่ะ”

ริคุเลิกคิ้วขึ้น “มือดีที่สุด หมายถึง....?”

“ก็จะใครซะอีกล่ะ นอกจากคานาเมะกับริโด”

“ฮารุ...”

“โอ้ ริคุ มันจะเลวร้ายซักแค่ไหนกันเชียว คานาเมะคุงกับเซโร่คุงต่างก็เป็นสุภาพบุรุษ พวกเขาคอยดูแลเซโร่มาตลอด”

“ใช่ ใช่ จริงด้วย” ริคุถอนใจ เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่าทั้งคานาเมะและริโดต่างก็คิดถึงบุตรชายและความปลอดภัยของเขาอยู่เสมอๆ แต่นั่นมันตอนที่พวกเขายังเป็นเด็ก บัดนี้พวกเขาต่างก็เติบโตขึ้น จากนี้จะเป็นยังไงกันนะ?


“เซโร่ เราจะไปต่อด้วยรถยนต์กันใช่ไหม?”

“ใช่ ฮารุกะซังคงจะเรียกใครสักคนมาให้รอรับพวกเราแล้วล่ะ”

“อืม” ยูกิส่งเสียงในลำคอ “นายยังมีป๊อกกี้เหลืออีกไหม? ที่เป็นรสสตรอเบอรี่ชีสเค้กน่ะ?”

“อยู่ในกระเป๋าเสื้อแจ๊กเก็ตฉัน” เขาตอบ ยูกิยิ้ม ตรวจสอบว่าเซโร่กำลังสนใจอยู่หรือไม่ เมื่อเห็นว่าเขากำลังมองหาคนที่ควรจะมารับพวกเขา เธอคว้าโอกาสนั้นทันทีและล้วงมือไปในกระเป๋าเสื้อ คิ้วขมวดมุ่นเมื่อปลายนิ้วไปสัมผัสเข้ากับกระเป๋าสตางค์

“ผิดกระเป๋านี่” เธอบ่น เชื่อเถอะว่าผู้หญิงคนนี้ผิดหวังเมื่อเจอกระเป๋าสตางค์ที่เต็มไปด้วยเงินสดแทนที่จะเจอขนมหวาน

“ยูกิ เอาอันนี้ไหม?” ซาโยริถามจากด้านข้างเซโร่ ริมฝีปากแย้มยิ้มขณะแกว่งกล่องขนมป๊อกกี้ที่เป็นเป้าหมายของยูกิ ยูกิยิ้มเจ้าเล่ห์ ใช่แล้ว! โยริจัง เธอเยี่ยมที่สุดเลย เธอเอื้อมมือไปจะหยิบมาชิ้นหนึ่งเมื่อจู่ๆกล่องทั้งกล่องก็ถูกแช่แข็ง

พวกเธอทั้งคู่กินของไร้ประโยชน์มากเกินพอแล้วในเครื่องบิน เดี๋ยวก็กินอาหารเย็นไม่ลงกันพอดี เขาคว้ากล่องขนมแท่งแล้วโยนลงถังขยะโดยไม่สนใจสีหน้าสุดจะผิดหวังของสองสาวที่ส่วงมาเลย ซาโยริคราง

นั่นมันรสโปรดของฉันเลย

ไม่ต้องห่วงนะโยริจัง เดี๋ยวก็มีของหวานตอนอาหารเย็น ยูกิให้ความเชื่อมัน

เซโร่ได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน

หลังถูกเบนความสนใจไปชั่วคราวกับกล่องขนมสุดโปรดที่ถูกโยนทิ้งอย่างโหดร้าย ซาโยริดึงแขนเสื้อเซโร่เพื่อเรียกร้องความสนใจ นี่เซโร่คุง ตรงนั้นเหมือนจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นนะ? เธอชี้ไปยังกลุ่มคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวที่รวมตัวกันอยู่รอบๆบริเวณทางเข้าและทางออก

ที่สนามบินน่ะเหรอ? เป็นไปไม่ได้หรอกน่า เขาขมวดคิ้ว พวกเขาต้องผ่านออกไปทางนั้นเสียด้วยสิ แต่จำนวนคนมากขนาดนั้นคงไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย เขาหันไปหาสาวๆ พวกเธอทั้งคู่รอที่นี่ ฉันจะไปดูหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น

ร่างโปรงเบียดเสียดผ่านกลุ่มหญิงสาวไปได้อย่างรวดเร็ว เซโร่กระพริบตาเมื่อเห็นร่างอันแสนคุ้นเคยทั้งสองยืนอยู่อย่างมีมาดข้างๆรถตู้สีแดงสด คนหนึ่งเอามือกอดอกไว้เอนพิงประตูด้านหนึ่งท่าทางดูสบายๆ ขณะที่อีกคนหนึ่งเจ๊าะแจ๊ะกับเด็กสาวที่อยู่ใกล้ๆ เซโร่หรี่ตาและรู้สึกได้ว่าคิ้วของตนขมวดแทบจะเป็นปมด้วยความรำคาญใจ สิ่งนี้นะหรือที่ทำให้พวกเขาต้องเสียเวลาอยู่ตั้งนาน ทั้งสองคนนั่นไม่เห็นจะดูน่าสนใจตรงไหนเลย

ขาทั้งสองก้าวเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว เขาดึงแขนเสื้อทั้งคู่ลงอย่างแรง พวกนายมาทำอะไรกันที่นี่? เขากระซิบขู่

นัยน์ตาสีแดงหรี่ลง เซโร่....นายสูงขึ้นเยอะเลยนะ คานาเมะพึมพำเบาๆ มือยกขึ้นจับปอยผมสีเงินสว่างทัดไว้หลังใบหู

ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่พออยู่ดี เขาทำหน้าบึ้ง คานาเมะสูงมากกว่าเขาอย่างน้อยสิบเซ็นด้วยกัน พวกนายมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพื่อนๆฉันกับสัมภาระทั้งหมดคงผ่านสาวๆพวกนี้มาไม่ได้แน่

อา นัทสึเมะซัง กับ วาคาบะซัง นายส่งรูปมาให้เราดูแล้วล่ะ แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ยิ้ม นายรอที่นี่ก็ได้ เซโร่ ที่เหลือฉันจะจัดการเอง เซโร่เพียงแต่พยักหน้าด้วยไม่อยากต้องผ่านคลื่นสาวๆพวกนั้นอีกรอบ เขาเดินไปหาริโดและดีดหูนั่นทีหนึ่งเพื่อดึงความสนใจเขาให้ออกจากหญิงสาวที่กำลังสนทนาด้วยอยู่

โอ๊ย ใครกันวะ...? เซโร่? นั่นนายเหรอ? นายสูงขึ้นเยอะเลยนี่ ริโดตบหัวเขาพร้อมกับยิ้มกว้าง คิ้วขมวดมุ่นขณะที่นวดใบหูไปด้วย นายใช้เวทย์มนต์งั้นหรือ? มันแสบนะ

เซโร่โต้กลับ ก็อยากให้เจ็บอยู่แล้ว

คานาเมะอยู่ไหนล่ะ?

เขาไปพาสาวๆที่มากับฉันด้วยมาที่นี่อยู่น่ะ เขาส่ายศีรษะ นายสองคนเองสินะที่ฮารุกะซังส่งมารับพวกเรา คิดว่าพวกนายจะมีอย่างอื่นทำที่ดีกว่าการมารับเด็กหนุ่มสาวสามคนที่สนามบิน...

มีสิ แต่นายไม่ใช่แค่เด็กหนุ่มทั่วไปนี่ เซโร่ ข้อนี้นายเองก็เข้าใจไม่ใช่รึไง ริโดขมวดคิ้ว

บางครั้งฉันเองก็ไม่ได้อยากเข้าใจนักหรอก เซโร่บ่น เมื่อมองขึ้นมาก็เห็นคานาเมะมากับยูกิและซาโยริ

ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนมารับเราเนี่ยจะเป็นต้นเหตุของฝูงสาวๆพวกนั้น ยูกิหัวเราะเมื่อเดินเข้ามา ริโดเลิกคิ้วขึ้น จริงรึ? มันดูไม่น่าเป็นไปได้ขนาดนั้นเลย? เขาส่งยิ้มโปรยสเน่ห์ให้

ยูกิเลิกคิ้วขึ้นเช่นกันแล้วก้าวเข้าไปหาเขาพร้อมกับหรี่นัยน์ตาลงเมื่อใช้เวลาพิจารณาใบหน้าของคนตรงหน้า เสียงของหล่อนเรียบอย่างไม่เหมือนหล่อนเลยซักนิดเมื่อเธอตอบกลับว่า ใช่แล้ว เชื่อได้ยากจริงๆ พูดจับก็หันกลับไปหาเซโร่ทันทีโดยไม่รู้ตัวว่าผมยาวสยายของหล่อนฟาดไปถูกแวมไพร์หนุ่มเข้า โชคยังดีที่ไม่ได้โดนหน้า แม้จะน่าขบขันสักเพียงใด เซโร่ก็สงสัยนักว่ายูกิอาจจะไม่ได้แค่ถูกมองสายตาขุ่นเคืองหากไปโดนเข้าจริงๆ

กลับบ้านกันเถอะ ฉันมั่นใจว่าพวกเธอทั้งสามน่าจะนั่งกันได้พอบนเบาะหลัง คานาเมะแนะขณะเปิดประตูให้พวกเขา


นี่แม่เชิญมากันทั้งครอบครัวเลยรึไง? เซโร่กระพริบตาอย่างไม่เชื่อ พวกเขากำลังพูดคุยเกี่ยวกับอาหารค่ำต้อนรับการกลับบ้านที่ถูกเตรียมไว้ในคืนนี้ เซโร่ได้รับแจ้งแล้ว แต่เขาไม่มีใครบอกเขาเลยว่ามีผู้เข้าร่วมทานอาหารด้วยกี่คน แบบนี้รู้สึกราวกับงานปาร์ตี้ขนาดใหญ่มากกว่าอาหารค่ำธรรมดาๆ

ใช่จ้ะ ทั้งจากทางฮารุกะซังและฝั่งเรา ยูริตอบ

ก็ไม่ใช่ว่าจะมีปัญหาอะไรหรอกนะครับ แต่ทำไมต้องทำขนาดนี้ล่ะ?

ญาติของลูกกับสมาชิกอีกคนหนึ่งของครอบครัวของจูจังตัดสินใจเป็นคู่ครองกันแล้วน่ะสิ พิธีทำพันธะสัญญาจะมีในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว หล่อนดูตื่นเต้นกับข่าวนี้มาก ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะหลงใหลไปกับงานเช่นนี้

...แม่น่าจะบอกผมก่อนที่จะมาถึงที่นี่... พวกสาวๆมีชุดอะไรสำหรับใส่ไปงานเลี้ยงขนาดใหญ่แบบนั้นไหมนะ?

ถ้าลูกรู้ก็คงจะทำทุกวิถีทางเพื่อหลีกเลี่ยงใช่ไหมล่ะ ยูริตอบอย่างรู้ทัน เรื่องที่เซโร่ไม่ชอบอยู่ในการชุมนุมกันของคนหมู่มากเป็นสิ่งที่รู้ๆกันอยู่

แล้วญาติคนที่ว่าเป็นใครกันล่ะครับ?

ลูกจำคนสุดท้องของอาสะคุงได้ไหม? ยูริตอบอย่างระมัดระวัง แม้หล่อนจะต้องการถ่ายทอดข่าวนี้ออกไปให้นุ่มนวลมากเท่าไหร่ก็ไม่มีทางให้เลือกมากนัก

นัยน์ตาของเซโร่เบิกกว้างและเกือบจะสำลักเครื่องดื่มออกมา เขากระอักไออยู่ชั่วครู่ ทาคุมะน่ะเหรอ?

ภูติผมทองเป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาเด็กๆทั้งห้า ซึ่งมีทั้งพี่ชายสามคนและพี่สาวอีกหนึ่งคน เขาเป็นเด็กน้อยของครอบครัวและมักจะถูกปฏิบัติด้วยเช่นนั้น โดยเฉพาะพ่อของเขา อิจิโจ อาซามิ ผมสีทองและนัยน์ตาสีฟ้าใสที่ได้รับถ่ายทอดมาจากแม่กับบุคลิกที่อ่อนโยนทำให้ทาคุมะราวกับเป็นไข่ในหินของครอบครัวอิจิโจเลยทีเดียว มักจะเข้ากับคนได้ง่ายและเป็นธรรมชาติ ไม่กี่คนที่จะรู้ว่ามีเบื้องหลังอะไรซ่อนอยู่ข้างใต้เปลืองนอกที่ดูนุ่มนวลนั้น

ใช่จ้ะ ทาคุมะคุง และเดาซิว่าใครเป็นคู่ครองในอนาคตของเขา? ยูริยิ้ม สบายใจที่อย่างน้อยลูกชายของหล่อนก็ไม่ได้ตกใจกับข่าวที่ได้รับมากเท่าที่คิด เรื่องอาจจะเลวร้ายมากกว่านี้

เซโร่ใช้เวลาไม่นานนักในการค้นพบสิ่งนั้น การได้ไปโรงเรียนกับญาติผู้พี่เป็นเวลาไม่กี่ปีจนกระทั่งชายหนุ่มจบการศึกษาก่อนหน้าเขา ทาคุมะมักจะมีผู้คนรุมล้อมเสมอๆซึ่งก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจนัก หากแต่ก็มีเพียงไม่กี่คนที่เซโร่นึกออกที่ใกล้ชิดพอจะมีคุณสมบัติการเป็นคู่ครองได้ และท่ามกลางไม่กี่คนเหล่านั้น มีคนหนึ่งที่โดดเด่นอย่างชัดเจน

เซนริ ชิกิ ใช่ไหมครับ? เซนริเองก็เป็นหลานของจูริกับฮารุกะเช่นกัน จึงอธิบายได้ว่าเหตุใดครอบครัวทั้งสองฝ่ายถึงได้รับเชิญไปงานนี้ด้วย

ครั้งแรกก็เดาถูกเลยนะจ๊ะ เซโร่ไม่แน่ใจว่าแม่ของเขาดีใจหรือผิดหวังกันแน่ที่เขาทายถูก

แล้วเซนริทำให้ครอบครัวของทาคุมะตกลงได้อย่างไรล่ะครับ? ทั้งพ่อแม่และพี่ๆของเขาต่างก็หวงน้องชายคนสุดท้องคนนี้และการมีคู่ครองที่คาดหวังแน่นอนว่าหมายถึงทุกสิ่งที่เด็กน้อยของพวกเขาจะต้องการการปกป้องจาก บางทีเซ็นริอาจจะต้องผ่านด่านพี่สาวของทาคุมะเป็นอันดับแรก ตามด้วยเหล่าพี่ชาย จากคนเล็กสุดไปจนโตสุด และท้ายที่สุดพ่อกับแม่ของเขา แค่ครอบครัวโดยตรงของทาคุมะก็หกคนเข้าไปแล้ว ด้วยความที่แม่ของเขาเป็นน้องสาวของลุงอาซามิ ย่อมหมายถึงหล่อนด้วยเช่นกัน และบางทีอาจจะพ่อของเขาด้วย

เซโร่รู้สึกเห็นใจบุตรชายคนโตของตระกูลชิกิขึ้นมาเพียงแค่จินตนาการถึงปริมาณการเจรจาเกลี้ยกล่อมที่เขาต้องเผชิญ เซนริคงต้องรักทาคุมะมากจนแทบจะขาดไม่ได้หากเขาถึงกับยินยอมฝ่าฝันปิศาจหกตนติดต่อกันเพื่อจะได้คนรักมาในครอบครอง ช่างเป็นอะไรที่น่ายกย่องจริงๆ

โอ แม้แต่แม่เองก็ไม่รู้รายละเอียดมากนัก พวกเขาค่อนข้างจะปิดปากเงียบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยูริเอียงศีรษะเล็กน้อย บางทีเธอควรจะไปกระซิบถามพี่ชายของหล่อนซักครั้งในอนาคต  เธอเพียงสงสัยนักว่าเซนริผ่านด่านเหล่านั้นไปได้อย่างไร

เอาเถอะ ไม่ว่าเราจะฉลองกันด้วยเรื่องอะไร ผมคงต้องไปบอกยูกิกับซาโยริก่อน พยักหน้าให้แม่ของเขา เซโร่เดินจากไปเพื่อตามหาเพื่อนสาวทั้งสองของเขา เขาหยุดชะงักขณะกำลังจะเดินกลับไปที่ห้องแล้วเปลี่ยนทิศทางไปยังห้องครัวแทน


ฮารุกะซัง พวกนั้นมาทำอะไรที่นี่ครับ? เซโร่ทำหน้าบึ้ง

อา คือว่า ทาคุมะคุงอยากให้พวกเขามาที่นี่น่ะสิ เพราะเขากำลังจะประกาศการหมั้นหมายกันในคืนนี้

ถูกต้องแล้วที่ทาคุมะจะอยากให้เพื่อนๆและครอบครัวของเขาเข้าร่วม แต่ต้องรวมถึง พวกนั้นด้วยรึ? ชายหนุ่มผมทองอาจจะไม่ได้รู้จักพวกเขาดีนัก บางทีอาจจะเชิญมาเพราะเห็นแก่เซ็นริเสียมากกว่า กลั้นใจอยู่ชั่วครู่ เซโร่กัดอาหารเรียกน้ำย่อยเข้าปากในขณะที่มันถูกส่งผ่านไปรอบๆโต๊ะ หวังให้ตัวเองอยู่ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี่

พวกเขากวนใจเธอมากขนาดนั้นเลย? ฮารุกะถามด้วยความเป็นห่วง งานเลี้ยงนี้จัดขึ้นสำหรับเซโร่ด้วยเช่นกัน เขาไม่อยากให้เด็กหนุ่มรู้สึกหดหู่ในงานเลี้ยงต้อนรับการกลับบ้านของตัวเอง บางทีจูริกับยูริจังอาจจะหลงไปกับความตื่นเต้นมากจนเกินไป

เอ๋? ก็ไม่ใช่หรอกครับ ผมเสียอีกที่จะเป็นฝ่ายทำให้พวกเขารำคาญใจน่ะไม่ใช่เรื่องที่เป็นความลับว่าสองในสามคนที่เพิ่งจะเดินเข้ามานั้นหลงสเน่ห์คานาเมะ และเซโร่ซึ่งเป็นคู่หมายของเลือดบริสุทธิ์ผู้นั้นก็..

ฮารุกะหัวเราะ อา เด็กหนอเด็ก มันทำให้เขานึกถึงเมื่อเขาพยายามทำให้จูริเห็นว่าเขาเป็นชายหนุ่มที่ดีพอจะให้ความสนใจมากกว่าแค่พี่ชายธรรมดา ช่างเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจนัก

เซโร่มองเขาด้วยหางตา แปลกดีนะครับที่ได้ยินคุณพูดอะไรแบบนั้นออกมาเมื่อคุณดูเหมือนอายุมากกว่าคานาเมะกับริโดเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น ฮารุกะซังอาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพี่ชายได้ง่ายๆ เช่นเดียวกับจูริซัง ถึงงั้นก็เถอะ เซโร่คิด เขาเองก็ไม่มีสิทธิพูดอะไรเรื่องนี้ เมื่อครอบครัวเขาเองก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่

ฮารุกะยิ้มบาง เช่นนั้นรึ? ฉันจะถือว่านั่นเป็นคำชมได้ไหมล่ะ?

เซโร่เลิกคิ้วขึ้น ไม่ใช่ว่าคุณได้รับคำชมจากสาวๆคนอื่นและจูริซังมากพอแล้วหรือครับ?

โอ จูริไม่ค่อยประทับใจมากเท่าไหร่แล้วล่ะ และคำชมจากผู้หญิงเหล่านั้นเองก็ไม่ทำให้รู้สึกอะไรเท่าไหร่ ฮารุกะซังมักจะรู้วิธีใช้เสน่ห์ให้เป็นประโยชน์ด้วยแววตาที่ดูน่าสงสาร ทำให้แม้แต่เซโร่เองอย่างน้อยก็อยากจะกอดปลอบเพื่อความสบายใจ

แต่ฉันยินดีรับคำชมจากเธอไม่ว่าจะเมื่อไหร่นะ เซโร่คุง เพราะเธอไม่ค่อยพูดคำพวกนี้มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว ฮารุกะสวนกลับ

เซโร่หรี่ตาลง ผมไม่ได้เป็นคนเอาใจยากขนาดนั้นเสียหน่อย... ไม่ใช่ว่าทุกคนคิดว่าเขาเป็นคนแบบนั้นหรอกนะ?

ฮารุกะกระพริบตา ไม่ใช่คนเอาใจยาก เขาควรจะปิดเรื่องนี้ไว้จากลูกชายทั้งสอง จะสนุกอะไรล่ะถ้าพวกเขาหยุดพยายามที่จะเอาใจคู่หมั้นของเขา เซโร่อาจจะไม่รู้ตัว แต่ทุกสิ่งที่ลูกชายของเขาประสบความสำเร็จมาได้ ทั้งหมดก็เพราะเซโร่ ตอนที่หนุ่มๆไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ทั้งคู่ต่างตั้งใจเรียนอย่างหนักเพื่อที่เมื่อเซโร่กลับมาพวกเขาจะได้มีอะไรบางอย่างไว้อวด เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมยิ่งนักกับความทุ่มเทที่มีให้กับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง

ฮารุกะรู้ได้ตั้งแต่การพบกันครั้งแรกซึ่งริโดได้อุ้มเซโร่เป็นครั้งแรก เป็นช่วงเวลาที่ลูกชายทั้งสองของเขาหวงแหนมาก ตัวเขาเองรู้ได้เมื่อมองดูพวกเขาทั้งสาม ไม่ว่าใครก็ตามที่เซโร่เลือก เด็กหนุ่มจะยังมีสถานที่พิเศษในใจพวกเขาอยู่เสมอ เมื่อริโดประคองเขาไว้ในอ้อมแขนและคานาเมะสัมผัสผิวแก้มเนียน ความผูกพันที่จะคงอยู่ในตลอดชีวิตของพวกเขาถูกสร้างขึ้นในตอนนั้นเอง

แต่ก็เป็นความจริงที่เธอไม่ได้ประทับใจแค่กับเงินทองหรือสิ่งของนอกกาย

ใช่ครับ แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ใช่หรือเพราะผมเองก็โตมากับสิ่งเหล่านั้น เซโร่ไหวไหล่ ไม่ได้ต้องการจะอวดตัว แต่เขาคิดจริงๆว่ามันเป็นวิธีที่ไร้ผลในการเรียกร้องความสนใจจากเขา เพราะสิ่งเหล่านั้นเขาเคยเห็นมาหมดแล้วไม่เขาก็มีในครอบครองแทบจะทั้งหมด

ฮารุกะรู้สึกว่าเหตุผลที่แท้จริงมีมากกว่านั้นแต่ก็ยอมรับข้ออ้างที่ดูน่าเชื่อถือของเซโร่ แล้วฉันก็อดไม่ได้ที่จะเห็นว่าเธอก็ไม่ได้ประทับใจกับรูปลักษณ์ความงามภายนอกอีกเช่นกัน แม้แต่กับแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ ครอบครัวคุรันไม่เพียงมีชื่อเสียงในความบริสุทธิ์ของสายเลือด สีดำเองก็เป็นเครื่องหมายของตระกูลนี้เช่นกัน เป็นการตัดกันที่ลงตัวระหว่างผิวขาวนวลกับเส้นผมดำสนิทพร้อมด้วยรูปร่างหน้าตาซึ่งเหล่าผู้ชื่นชมต่างก็เพ้อฝันและตะเกียดตะกายทุ่มเทเพียงเพื่อจะให้พวกเขาปรายตามองแม้เพียงเสี้ยววินาที

รูปลักษณ์ภายนอกเหรอครับ? เซโร่หัวเราะออกมาจริงๆ คำพูดสมเป็นฮารุกะซัง ใช่ว่าเขาตาบอดเสียเมื่อไหร่ เซโร่รู้ดีว่าใครที่หล่อเหลาและน่าดึงดูดใจ แต่ถ้าถามว่าเขาประทับใจกับสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ เขาเพียงแต่ไม่ใช่คนที่จะหลงใหลไปกับรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว เขาสงสัยนักว่าใครจะเป็นแบบนั้นเมื่อถึงเวลาจริงๆ คนแบบไหนจะเลือกว่าจะรักใครจากหน้าตาเพียงอย่างเดียวกันล่ะ?

ผมไม่เคยคิดเลยซักครั้งว่าคานาเมะหรือริโดน่าเกลียด ถ้านั่นเป็นสิ่งที่คุณกังวลอยู่นะครับ เซโร่พ่นลมออกทางจมูก เขาคงไม่อาจเกลี้ยกล่อมให้ตัวเองคิดเช่นนั้นได้แม้จะอยากทำก็ตาม คานาเมะหรือริโด อัปลักษณ์เนี่ยนะ? คงไม่ใช่เพียงคำดูแคลน แต่ราวกับฝ่าฝืนกฏของจักรวาลเลยด้วยซ้ำ เซโร่ไม่ได้หมายความถึงหน้าตาเพียงอย่างเดียว สองคนนั้นมักจะหวังดีเสมอ แม้จะมีบางครั้งที่ไม่เป็นเช่นนั้นบ้างก็ตาม  

ฮารุกะยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อเขาเห็นสีหน้าที่ดูอ่อนลงของเซโร่ เขาหวังว่าคงเกิดจากลูกชายคนใดคนหนึ่งของเขา คงจะเลวร้ายมากหากเซโร่พบชายอื่นที่เขาจะนึกถึงด้วยสีหน้าแบบนั้น คนๆนั้นคงจะพบจุดจบที่เลวร้ายที่สุดเป็นแน่ ฮารุกะมั่นใจเช่นนั้น และแม้ยากจะยอมรับแต่การแสดงความเป็นเจ้าของแบบนั้นคงจะมาจากเขาเอง

ก็หวังเช่นนั้น หลังจากหลายปีที่เฝ้าคิดถึงเธอแต่ถ้าเธอคิดว่าฉันเป็นคนไม่น่าสนใจคงจะโหดร้ายมาก

คุณคิดถึงผมตลอดหลายปีเหรอ? เป็นเกียรติมากเลยครับ เซโร่เหน็บ ฮารุกะซ่อนรอยยิ้มไว้แล้วเดินจากไปตามหาภรรยาแสนรัก เป็นอะไรที่น่าคิดถึงจริงๆ

นัยน์ตาสีแดงหรี่ลงเล็กน้อย ฉันจริงจังนะเซโร่

ข้อนั้นฉันไม่สงสัยหรอก เซโร่ถอนใจ เขารู้สึกเหนื่อยอ่อนขึ้นมาทันใด ใช่ว่าฉันจะลืมนายกับริโดไว้ที่โรงเรียนเสียเมื่อไหร่ล่ะ

เชื่อยากนะ เมื่อมาคิดว่าอิจิโจได้รับข่าวจากนายบ่อยกว่าฉันหรือริโดเสียอีก เสียงเขาไม่สื่ออารมณ์ แต่เซโร่จับได้ถึงความไม่พอใจที่เล็ดรอดออกมาในน้ำเสียงเมื่อเอ่ยถึงชื่อของทาคุมะ

คานาเมะ... เขาเสียใจจริงๆที่ขาดการติดต่อไปเสียนาน แต่เขาไม่รู้จะพูดอะไร หลังจากสักพักเขาก็ตัดสินใจจะเลิกสนใจมัน แม้เขาจะรู้ว่ามันจะทำร้ายความรู้สึกของพวกเขาและกลับมาทำร้ายเขาได้ในภายหลัง คนเราทำสิ่งที่อธิบายไม่ได้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เซโร่เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ฉันไปทำอะไรให้นายไม่พอใจรึเปล่า? ฉันกังวลว่านายจะเบื่อพวกเราแล้วและใช้เรื่องนั้นเป็นเหตุผลในการตัดสินใจเรียนต่ออย่างกะทันหันของนายน่ะสิ เป็นเหตุการณ์หลังจากที่แวมไพร์ชั้นสูงผู้นั้นถูกทำร้ายอย่างกะทันหันเมื่อเซโร่ตัดสินใจไปเรียนต่อที่อคาเดมี่ คานาเมะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นผิดทันทีที่เห็นสีหน้าตำหนิของเซโร่ แต่ถ้าจะให้คิดว่าเขาเองเป็นสาเหตุที่เซโร่ต้องการจากไป....

เซโร่ปั้นสีหน้าและดีดจมูกคานาเมะ ไม่ใช่อย่างนั้นซักหน่อยคานาเมะ อย่าหลงตัวเองไปนักเลย ฉันแค่อยากเรียนรู้เพิ่มขึ้นอีก นายกับริโดไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ฉันตัดสินใจไปเรียนต่อหรอกนะ

แล้วนายไม่เป็นไรงั้นหรือ กับการที่ต้องแยกจากพวกเรา?” จากฉัน?

คานาเมะ... เกิดอะไรขึ้นกับเลือดบริสุทธิ์ผู้นี้กันแน่ การแสดงออกอย่างเปิดเผยในที่สาธารณะเช่นนี้ ราวกับไม่ใช่ตัวเขาเลย เซโร่ขมวดคิ้วแล้วคว้าข้อมือของอีกฝ่ายก่อนจะดึงพวกเขาออกจากการเลี้ยงครอบครัวอย่างช้าๆ คานาเมะคงไม่อยากให้คนอื่นเห็นเขาเป็นแบบนี้ เซโร่เองก็เช่นกัน


ฮารุกะ นายพาฉันมาที่นี่ทำไมน่ะ?

อา ดูเหมือนพวกเขาจะหนีไปได้ซะแล้ว ฮารุกะบ่นอย่างเสียดาย ลูกชายเรากับเซโร่คุงกำลังจะมีช่วงเวลานั้นกันแล้ว จูริ ช่วงเวลานั้น

บางครั้ง ฉันก็คิดว่านายเป็นคนโรแมนติกยิ่งกว่าฉันเสียอีกนะ ฮารุกะ จูริยิ้ม หล่อนคล้องแขนเขาแล้วดึงเขาไปยังโต๊ะอาหาร มาเถอะ ใกล้จะได้เวลาจานหลักของคืนนี้แล้ว ปล่อยพวกหนุ่มๆให้อยู่ด้วยกันสักพักแล้วกัน เธอไม่คิดว่าพวกเขาต้องการหรืออยากให้พ่อแม่มาค่อยวุ่นวายหรือเฝ้ามองพวกเขา พวกเขาทำมามากพอแล้ว เธอรู้สึกเช่นนั้น ถึงเวลาที่หนุ่มๆของเธอจะสานต่อด้วยตัวเองแล้ว


โยริจัง เธอลองอาหารเรียกน้ำย่อยแล้วรึยัง? อร่อยมากเลยล่ะ!” ยูกิยิ้มแม้แต่ในขณะที่หยิบอีกชิ้นเข้าปาก ซาโยริที่กำลังหัวเราะคิกคักก็ทำเช่นเดียวกัน เห็นด้วยกับเพื่อนสาวอย่างที่สุด พวกเธอต้องการพบกับพ่อครัวที่ปรุงอาหารนี้เหลือเกิน

แม้ว่าพวกเธอจะต้องวุ่นวายในการหาชุดที่เหมาะสมสำหรับงานเลี้ยงในวินาทีสุดท้าย ทั้งสองก็รู้สึกดีที่ได้มาร่วมงาน การตกแต่งเป็นไปอย่างสวยงามและที่ยอดเยี่ยมที่สุดคืออาหารก็แสนจะอร่อย ไม่มีใครสามารถรอจนถึงของหวานได้ ขณะที่เธอกำลังมีความสุขกับค่ำคืนนี้อย่างที่สุด ซาโยริรู้สึกได้ถึงความวิตกังวลที่ลอยหายไปจากจิตใจและบ่าทั้งสองรู้สึกเบาขึ้นบ้างเล็กน้อย

เธอเองก็จะต้องพบกับคู่หมั้นของตัวเองเมื่อออกจากบ้านของเซโร่ไป การหมั้นหมายเป็นที่ตกลงหลายปีมาแล้วโดยที่เธอไม่ได้รับรู้ แม้จะหัวเสียอย่างมากในตอนแรก แต่ด้วยความช่วยเหลือของยูกิกับเซโร่ เธอก็สามารถยอมรับทางเลือกที่พ่อกับแม่เลือกให้เธอได้ในที่สุด เธอได้ยินมาว่าเด็กหนุ่มก็ไม่จำเป็นต้องเลวร้ายเสมอไปและไม่ควรจะเป็นกังวลกับเรื่องแบบนั้น

จนกระทั่งถึงตอนนี้ เธอรู้จักเพียงชื่อและหน้าตาของเขา แม้ในรูปถ่ายจะดูน่าประทับใจเพียงใด เธอก็สามารถเห็นความฉลาดและความหัวแข็งในดวงตากลมโตสีฟ้าของเขาได้ เส้นผมสีทองล้อมกรอบใบหน้านุ่มนวลที่ยังดูอ่อนเยาว์อยู่มาก และเธอรู้สึกถึงความใจร้อนของเขา ราวกับเขาเป็นคนประเภทที่ลงมือก่อนแล้วค่อยถามทีหลังกระนั้นแหละ ซึ่งนั่นทำให้หล่อนนึกถึงเซโร่กับยูกิและความคิดนี้ทำให้เธอรู้สึกอุ่นใจ ถ้าเธอคิดถึงเขาในแง่ที่เกี่ยวข้องกับเพื่อนสนิททั้งสองของเธอ คู่หมั้นของเธอก็ดูจะไม่ใช่คนแปลกหน้านัก เหมือนกับใครสักคนที่เธอสามารถจะห่วงใยและอาจจะรักได้ในที่สุด

โยริจัง? เป็นอะไรมั้ย?

ไม่เป็นจ้ะ เมื่อมีเธออยู่กับฉันแล้วก็อาหารอร่อยๆพวกนี้ จะเป็นอะไรได้ยังไงล่ะจริงไหม? หล่อนตอบเสียงร่าเริง


ขณะที่เซโร่กำลังนำทางคานาเมะออกจากห้องอาหาร จู่ๆแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ก็หยุดชะงักกลางทางแล้วดึงเซโร่กลับเข้ามาในอ้อมกอดขณะที่เขาเอนตัวพิงผนัง แขนแกร่งยังคงโอบเอวบางของร่างเบื้องหน้าไว้ เขาก้มหัวลงแล้วเกยคางกับไหล่แคบบาง นัยน์ตาปิดสนิทพร้อมกับพึมพัมออกมา

ฉันยังคงจำวันที่พบนายได้ ครั้งแรกที่ริโดอุ้มนายไว้ และครั้งแรกที่ฉันสัมผัสได้ถึงพลังเวทย์ของนาย

คานาเมะ...?

ฉันรู้ในทันทีว่านายจะเป็นคู่ครองของฉัน มันไม่ใช่แค่ว่าเวทย์มนต์ของนายรู้สึกยอดเยี่ยม วินาทีที่ฉันได้สัมผัสนาย ราวกับมันเรียงร้อยเข้ากันกับของฉันได้อย่างสมบูรณ์แบบ คานาเมะถอยกลับมาแล้วแนบหน้าผากกับหน้าผากของเซโร่ นายรู้ไหมว่าสิ่งนั้นมันสวยงามขนาดไหนสำหรับฉัน? ล้ำค่าแค่ไหน? นัยน์ตาเขาไม่ละออกจากเซโร่เลยสักครั้งขณะที่พูด เขารู้สึกว่าหากเขาไม่พูดสิ่งเหล่านี้ออกไปในตอนนี้ เขาคงไม่อาจรวบรวมความกล้าพอจะพูดออกมาได้อีก

คะ คานาเมะ.. เขารู้สึกว่าใบหน้าตัวเองร้อนวูบ ปกติแล้วคำพูดแบบนี้จะไม่ทำให้เขาหวั่นไหว แต่ตอนนี้ที่ต่างออกไปคือเขารู้ว่าคานาเมะจริงจังกับทุกคำพูดนั้น

เซโร่ ฉันคิดว่านายคงยังไม่รู้ว่าการเป็นคู่หมั้นของฉันมันหมายถึงอะไร.. เขาฝังจมูกลงกับกลุ่มผมสีเงินนิ่ม สูดกลิ่นไอของมินต์และเครื่องเทศบางเบาที่แสนคุ้นเคย

นายหมายความว่าไง? พวกเขาก็จะเป็นเหมือนกับพวกพ่อแม่ใช่ไหมล่ะ? แม้เขาจะหวังว่าคงไม่กลายเป็นแบบแม่ของเขา เขารักแม่อย่างที่ลูกทุกคนควรจะรัก แต่...

เซโร่ นายกำลังคิดอะไรอยู่น่ะ? เด็กหนุ่มที่จู่ๆก็มีสีหน้าเหยเก หรือการคิดถึงเรื่องที่จะต้องอยู่กับเขามันน่าหดหู่มากขนาดนั้น?

อ่ะ ไม่มีอะไรหรอก คานาเมะ นายหมายถึงอะไรกัน?

เขาหยุดครู่หนึ่งก่อนจะถาม นายเคยคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องใกล้ชิดเราคนใดคนหนึ่งบ้างไหม?

...? คำถามนั้นทำให้เซโร่สับสนอย่างจริงจัง ฉันก็ใกล้ชิดกับพวกนายทั้งคู่อยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?

คานาเมะไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้กับคำตอบนั้นของเซโร่ดี อายุ 17 แล้วแต่ยังคงไร้เดียงสากับเรื่องแบบนี้ หากยิ่งทำให้เขาต้องการจะครอบครองเด็กหนุ่มมากขึ้นไปอีก

ทันใดนั้นเซโร่ก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างในพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของคานาเมะ วงแขนที่สบายและอบอุ่นรอบตัวเขาไม่ได้รู้สึกคุ้นเคยและลมหายใจสม่ำเสมอที่เป่ารดอยู่บริเวณลำคอกลับรู้สึกร้อนและเกินควบคุม เขาพยายามจะถอยหลังมาเพื่อมองดูใบหน้าของคานาเมะ แต่อ้อมแขนที่กอดรัดเขาไว้แน่นขึ้นทำให้ร่างกายยิ่งแนบชิดกับเลือดบริสุทธิ์มากขึ้น

นายเคยคิดเรื่องจูบกับเราคนใดคนหนึ่งบ้างไหม? เสียงเขาแหบต่ำเมื่อพูดแนบชิดซอกคอขาว

คานาเมะ...? เหตุใดเขาถึงถามเรื่องเช่นนี้กัน?

อย่างนี้ล่ะ? ถ้อยคำสั้นๆที่กระซิบออกมาเป็นเพียงคำเตือนอย่างเดียวที่มีก่อนริมฝีปากร้อนจะแนบทับกลีบปากของเขา

อื้อ..! คะ คานาเมะ ฉัน... ฮะ..

นิ้วเรียวเกาะเกี่ยวบ่ากว้างพร้อมขยำเสื้อคลุมสีดำไว้แน่น ทิ้งรอยยับย่นไว้เบื้องหลังเมื่อคลายมือออกช้าๆและไล้ผ่านลำคอไปยังเรือนไหมสีดำขลับแล้วจึงหยุดวางไว้ตรงนั้นอย่างกล้าๆกลัวๆ

โดยที่พวกเขาไม่รู้ เส้นแสงสีฟ้าและเงินอ่อนบางล้อมรอบคู่รักไว้ ผสมผสานและเรียงร้อยเข้าด้วยกันจนเป็นการเชื่อมต่อครั้งใหม่ ลำแสงบางกระพริบไหวช้าๆ ต่างก็สอดคล้องเข้ากันได้ดีกับของอีกฝ่าย

คานาเมะเกือบจะหลงไปกับรสชาติของเซโร่ที่ได้สัมผัสเป็นครั้งแรก เริ่มต้นจากความประหลาดใจและลังเลซึ่งคงอยู่ไม่นานนักเมื่อเซโร่จูบตอบกลับด้วยความร้อนแรงพอๆกัน ดังเช่นที่เลือดบริสุทธิ์ได้คาดเดาไว้และมันช่างชวนให้มึนเมา เซโร่มักจะตอบแทนให้เท่าเทียมกับที่เขาได้รับมาและตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน เขางับริมฝีปากบวมช้ำเล็กน้อยเบาๆก่อนถอนออก ถ้าทำอะไรไปมากกว่านี้เขาคงไม่อาจอดใจไว้ได้อีก

เซโร่ดิ้นรนเพื่อจะหอบเอาอากาศหายใจเข้าปอดเมื่อคานาเมะถอนจูบออก นี่เป็นครั้งแรก และขณะที่เขาควรจะรู้สึกไม่พอใจที่อย่างน้อยก็ถูกทำโดยไม่ทันระวังตัว อารมณ์อื่นใดไม่อาจมีผลได้นอกจากความสบายใจที่ล้ำลึก มันเป็นเรื่องที่กะทันหันและไม่คาดคิด แต่เป็นธรรมชาติอย่างที่สุด เขารู้สึกสงบ

คานาเมะ ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน? เขาเอนกายอยู่ในอ้อมอกของแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์และแนบหน้าผากบนหัวไหล่ของอีกฝ่าย พลิกศีรษะเล็กน้อยพยายามจะจับความรู้สึกของหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอที่ราวกับจะสะท้อนก้องอยู่ในหัว เขารู้สึกถึงคานาเมะมากมายในตอนนี้ ความอบอุ่น ความอ่อนโยน กลิ่นกายของเขา ทั้งหมดราวกับจะโอบล้อมเขาไว้ในวงกลมอันแสนปลอดภัย

สัมผัสเวทย์มนต์ของเราสิ เซโร่ แล้วนายจะเข้าใจเอง เสียงของคานาเมะทุ้มแต่นุ่มนวลในเวลาเดียวกัน เพิ่มความสงบเงียบ เซโร่หลับตาลง

นัยน์ตาสีเทาลืมขึ้นไม่กี่อึดใจหลังจากนั้น นี่คือ...พลังเวทย์ของเรามัน.. มันหลอมรวมกัน เส้นแสงยาวเกี่ยวกระหวัดเข้ากับอีกสายหนึ่งเกิดเป็นลวดลายใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์

คานาเมะ นี่คือ...? แต่เราเป็นแค่คู่หมั้น ไม่ใช่ ไม่ใช่คู่ครองนี่.. เขาเอียงศีรษะแล้ววางมือลงบริเวณหัวใจของคานาเมะ คิ้วเรียวขมวดเป็นปมด้วยความสับสน

คานาเมะหัวเราะเบาๆ อิงแอบซอกคอของเด็กหนุ่ม ตอนนี้นายรู้แล้วใช่มั้ยว่าทำไมฉันถึงมั่นใจนักว่านายจะเป็นคู่ครองของฉัน? สิ่งนี้ เขาไม่มีวันรู้สึกได้กับคนอื่น มีเพียงเซโร่เท่านั้น

เป็นคู่ครอง กับคานาเมะ..นี่เองสินะความรู้สึกเมื่อสร้างพันธะสัญญาเวทย์กับแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ผู้สูงวัยกว่า หากพันธะสัญญาเวทย์รู้สึกดีขนาดนี้ล่ะก็ เขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าพันธะสัญญาโลหิตจะรู้สึกอย่างไร ทั้งความเข้มข้นและรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นกว่านี้ ถ้านี่เป็นเพียงส่วนเสี้ยวของสิ่งที่พ่อแม่เขารู้สึกอยู่ทุกวัน เขาไม่ประหลาดใจเลยว่าเหตุใดพวกเขาจึงลุ่มหลงกันและกันนัก เมื่อทุกอย่างช่างดูลงตัวและถูกต้องไปเสียหมด ใครกันจะเลือกปฏิเสธโอกาสการมีคู่ครองเล่า?

ถึงแม้เขาจะรักคานาเมะมากแค่ไหน แต่ยังเหลือริโดที่ต้องให้ความสำคัญอยู่อีก ทั้งสองคนต่างก็เป็นคนสำคัญสำหรับเขา เขาไม่อยากจะเลือกคนหนึ่งแล้วต้องเสียอีกคนหนึ่งไป มันอาจจะดูเห็นแก่ตัว แต่เซโร่อยากให้ไม่ต้องสูญเสียใครไปจากชีวิตของเขาทั้งนั้น


ริโดขมวดคิ้วเมื่อเขามองหาไปทั่ว ตอนแรกอยากรู้ว่าเซโร่ไปอยู่ที่ไหนเขาจึงคิดจะไปถามพี่ชายดู แต่กลับพบว่าคานาเมะเองก็ไม่อยู่แถวนั้นด้วยเช่นกัน แม้แต่ตอนยังเด็ก คานาเมะก็มีความสามารถพิเศษในการรับรู้ได้ว่าเซโร่ไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหนในคฤหาสน์สูงสามชั้นที่พวกเขาเรียกว่าบ้าน ราวกับว่าพี่ชายฝาแฝดของเขามีเรดาร์ค้นหาติดตั้งอยู่ในหัว มันมักจะทำให้เกมเล่นซ่อนหาหมดความสนุกไปเยอะและเซโร่เองก็บ่นถึงเรื่องนี้อยู่เสมอ

ถ้าไม่เพราะว่าฉันเองก็หานายเจอได้ง่ายดายเหมือนกัน ฉันคงคิดว่านายโกงแล้วล่ะเขามักจะพูดแบบนั้น

ใช่แล้ว ริโดตกตะลึง เซโร่เองก็ไม่มีปัญหาในการหาคานาเมะเช่นเดียวกัน เขาเคยคิดว่ามันแค่เป็นเรื่องประหลาดอย่างหนึ่ง แต่เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น เขาจึงได้รู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ทั้งสองคนสามารถหากันได้เจออยู่เสมอไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

มันคงเป็นเหมือนฉากสำเร็จรูปฉากหนึ่งในนิยายรักโรแมนติกที่บางครั้งเขาก็แอบเห็นแม่ของเขานั่งอ่านถ้ามันไม่มีเหตุผลว่าทำไม เซโร่กับคานาเมะเชื่อมโยงกันด้วยเวทย์มนต์แล้วไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่มากขนาดไหน ริโดไม่อาจบอกได้ แต่เขารู้ว่าอย่างน้อยความผูกพันบางอย่างระหว่างพวกเขาก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป

ถึงจะเป็นเช่นนั้น เขาก็รักเซโร่และอยากให้เขายังคงเป็นคู่หมั้นและคู่ครองต่อไป เคียงข้างเขาไปชั่วชีวิต ไม่ว่าเขาจะเคยมีสิ่งใดร่วมกันกับพี่ชายเขาก็ตาม

เขาขอตัวออกไปจากโถงงานเลี้ยงอย่างเงียบเชียบพร้อมกับความรู้สึกหนักอึ้งที่ปั่นป่วนอยู่ในช่องท้อง


โยริจัง ยูกิกระซิบ เธอรู้ไหมว่าห้องน้ำไปทางไหน? เธอไม่อยากจากอาหารที่น่าเอร็ดอร่อยเหล่านี้ไปแต่เธอต้องไปจริงๆ

เดินไปตามโถงทางเดิน อยู่ทางซ้ายน่ะ ซาโยริกระซิบตอบ จะให้ฉันไปเป็นเพื่อนไหม? ไม่ว่าคำอธิบายจะง่ายขนาดไหน ยูกิก็ยังสามารถหลงทางได้อยู่ดี ซาโยริคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก

ไม่ ไม่เป็นไรหรอก ฉันไม่อยากรบกวนเวลาทานของเธอน่ะ เธอขอตัวแล้วลุกออกจากห้องไปยังห้องน้ำ

ผิดจากที่ซาโยริคิดไว้ ยูกิสามารถหาเจอแม้จะหลังจากการลองผิดอยู่สามครั้ง และกำลังเช็ดมือด้วยผ้าเช็ดหน้าเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นร่างของคนๆหนึ่ง ด้วยเส้นผมสีบลอนด์เงินยาวสยายที่ทิ้งตัวอยู่เบื้องหลังในขณะที่เดินจึงเป็นการยากที่ใครจะไม่สังเกตเห็น

สวยจัง.. คำพูดหลุดออกมาจากริมฝีปากก่อนที่จะได้ทันคิด เพื่อที่จะดูให้ชัดๆ ยูกิผลักหน้าต่างเปิดและชะโงกหน้าออกไปข้างนอก สายลมฤดูใบไม้ผลิทำให้หนาวเย็นอยู่ชั่วครู่หนึ่ง

ยูกิสงสัยว่าผิวของหล่อนอาจจะซีดกว่าเซโร่และนุ่มพอๆกันหรือไม่ก็นุ่มนวลกว่า หล่อนสวมชุดผ้าไหมเรียบลื่นปราศจากรอยตะเข็บใดๆซึ่งมีหางยาวเกี่ยวกระหวัดไว้กับถุงมือข้างหนึ่งอย่างประนีต หล่อนดูสมบูรณ์แบบไปเสียหมดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าที่แต่งแต้มด้วยยาทาเล็บสีสด ยูกิคิดด้วยความทึ่ง

หล่อนเป็นแวมไพร์รึเปล่า? หรืออาจจะเป็นเลือดบริสุทธิ์ด้วยซ้ำ? ยูกิคงไม่แปลกใจนักหากเป็นเช่นนั้นจริง สายลมแรงวูบหนึ่งพัดผ่านไปให้หน้าต่างสั่นไหวแล้วยูกิต้องหลับตาลงเพื่อป้องกันฝุ่นผงเข้าตา พอกระพริบตาเปิดได้หัวใจก็แทบจะหยุดเต้นเมื่อนัยน์ตาสีเขียวมรกตจ้องตรงมายังทิศทางที่เธอยืนอยู่


ซาโยริกัดริมฝีปากขณะมองไปยังทางเข้า รอคอยร่างคุ้นเคยของเพื่อนสาวให้เดินผ่านเข้ามา เป็นไปได้ไหมว่าหล่อนจะหลงทางอีกครั้ง แต่ก็ไม่น่าจะไปนานขนาดนี้ ไม่อาจทนนั่งเฉยอยู่ต่อไปได้อีก เธอยืนขึ้นอย่างรวดเร็วและหมุนตัวลุกขึ้นไปชนเข้ากับบริกรที่ถือถาดใส่ไวน์มาโดยบังเอิญ

แก้วคริสตรัลหกใบลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ของเหลวสีแดงสดสาดกระเซ็นเป็นเส้นตามทางนั้น ซาโยริหรี่ตาเอื้อมมือออกไปโดยไม่สนกับปฏิกิริยาที่เธอจะได้รับ ขณะที่เส้นสายสีไวน์แดงเหมือนกับเส้นด้ายพุ่งออกไปและคว้าแก้วไว้แน่นก่อนจะร่วงถึงพื้นหินอ่อนเงาวับเบื้องล่าง โชคไม่ดีนักที่เธอไม่เร็วพอจะหยุดไวน์จริงๆที่กำลังจะหกรดเสื้อผ้าของเธอเสียจนหมดสวย

เมื่อจู่ๆของเหลวใสก็จับตัวแข็งกลางอากาศและกระทบพื้นเสียงดัง เธอกระพริบตาปริบ นั่นดูไม่เหมือนกับเวทย์มนต์ของภูติ ซึ่งหมายถึงได้เพียง

เกือบไปแล้ว เสียงโล่งอกดังขึ้นข้างกายเธอ

เขาเป็นแวมไพร์ อาจจะเป็นพวกชนชั้นสูงเสียด้วยซ้ำ ขณะที่กำลังจะหันหลังไปเพื่อขอบคุณในความช่วยเหลือ เธอตัวแข็งทื่อกับใบหน้าของคนคุ้นเคย คนที่เธอรู้จักมาตลอดสามปีที่ผ่านมา

ฮะ ฮานาบุสะซัง!” เธอหลุดเสียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ

อะไรนะ? เขากระพริบตาและคิ้วขมวดผูกเป็นปมราวกับงุนงงนักก่อนจะพลันคิดได้แล้วก็อุทานออกมาเช่นกัน เธอ เธอคือวาคาบะ ซาโยรินี่!”

ทั้งคู่ยืนจ้องกันด้วยความเงียบ ดวงตาทั้งสองคู่เบิกกว้างก่อนความเงียบนั้นจะพังทลายลงด้วยเสียงหัวเราะและต่างส่ายศีรษะ ทั้งสองต่างไม่คิดว่าจะพบกับคู่หมั้นในที่แห่งนี้ในบรรดาสถานที่ทั้งหมด บางอย่างก็ดูจะไปได้ดีในวิธีที่แปลกๆเช่นกัน


เราควรกลับไปที่ห้องโถงได้แล้ว เซโร่พึมพำ เขาเริ่มจะหิวและถ้าเขาพลาดสุนทรพจน์ของทาคุมะที่เตรียมมาสำหรับค่ำคืนนี้เขาคงจะถูกอีกฝ่ายบ่นอย่างไม่จบไม่สิ้นเป็นแน่

ราวกับล่วงรู้ความคิดเขาได้ คานาเมะหัวเราะและคลายอ้อมแขนออก มือวางแนบแผ่นหลังเซโร่และเดินทางกลับไปยังงานเลี้ยง เขาผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่อาจคุยกันต่อได้ แต่เขารู้สึกว่าระหว่างเขากับเซโร่ได้ก้าวไปยังอีกขั้นของความสัมพันธ์และนั่นเพียงพอแล้วสำหรับตอนนี้ ไม่ต้องพูดถึงว่าเขายังมีเวลาอีกมากที่จะตามตื๊อเด็กหนุ่มภายหลัง


ริโดพยายามอย่างมากที่จะไม่สบถออกมาเมื่อเขาตามกลิ่นของพี่ชายและเซโร่แต่ลงเอยด้วยการวนกลับมายังห้องโถงงานเลี้ยงอีกครั้ง พวกเขาอยู่ที่ไหนกันแน่? เขาไล้มือไปตามกำแพง ถอนหายใจอย่างแรงและเดินกลับไปที่งานเลี้ยงอย่างช้าๆ ล้มเลิกการตามหาสำหรับตอนนี้ ถ้าพวกเขาไม่มาให้เห็นตัวตลอดงานที่เหลือคืนนี้ เขาก็ค่อยไปหาพวกเขาทีหลังได้ เขาเดินเข้าไปที่ห้องและนั่งลงยังที่นั่งของตนแล้วเอามือลูบหน้าอกกับความรู้สึกไม่สบายใจที่เริ่มเป็นมาได้สักพักแล้ว


เดี๋ยวก่อนนะ เธอรู้จักคิริยู เซโร่งั้นหรือ? ฮานาบุสะถามด้วยความประหลาดใจ แทนที่จะเดินกลับไปยังโต๊ะของตัวเอง เขาเลือกที่จะนั่งลงบนเก้าอี้ว่างอีกตัวที่อยู่ข้างหล่อน แม้ว่าเขาสามารถแนะนำหล่อนให้กับอากาสึกิและรุกะได้ เขากลับอยากจะทำความรู้จักกับหล่อนโดยไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายมากกว่า นอกจากนี้ เขาทำหน้าเหยเกออกมา ญาติที่น่ารักของเขาคงอดไม่ได้ที่จะเอาเรื่องราวน่าอายสมัยเด็กมาเล่าให้ฟัง ฮานาบุสะคงต้องอยู่อย่างขายหน้าไปชั่วชีวิตเป็นแน่

อืม ซาโยริกลืนอาหารลงไปก่อนจะตอบ เราค่อนข้างสนิทกันพอสมควร ทั้งยูกิและฉันรู้จักเขามาเกือบครึ่งชีวิต เราพบกันตอนอายุ 6 ขวบน่ะ เธอยิ้มบาง เขาเป็นคนที่สอนให้ฉันรู้จักวิธีควบคุมพลังเวทย์โดยที่ไม่มีใครสามารถทำได้ เซโร่อาจจะไม่รู้เรื่องนี้ แต่เธอยังคงเก็บกำไลข้อมือที่เขาให้ไว้สำหรับบรรจุพลังงานที่เกินมาของเธอไว้อยู่กับตัวจนบัดนี้

เข้าใจล่ะ ฮานาบุสะพยักหน้า คนๆนั้นก็มีด้านดีกับเขาเหมือนกัน ตอนที่เขายังอายุน้อยกว่านี้ เขาปฏิเสธที่จะเชื่อว่าจะมีอะไรที่พอใช้ได้เกี่ยวกับเขาโดยเด็ดขาด แต่เขาโตขึ้นจากตอนนั้นแล้วและพร้อมจะเปิดรับมุมมองและความเห็นของคนอื่นบ้าง

ที่จริงแล้วฉันเองก็เหมือนกัน ฉันก็มีปัญหาเรื่องการควบคุมความสามารถ และท่านคานาเมะเป็นผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการเรียนรู้วิธีใช้มันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซาโยริสังเกตว่าชื่อของคุรันซังมักจะถูกเอ่ยขึ้นมาในบทสนทนาระหว่างพวกเขาเช่นเดียวกับที่เซโร่มักจะถูกพูดถึงจากปากเธอ เห็นได้ชัดว่าเขานับถือแวมไพร์รุ่นพี่ผู้นั้นอาจจะตั้งแต่เด็กด้วยซ้ำ เธอเองก็คล้ายกัน แม้ว่าเธอจะข้ามผ่านการยกย่องเขาเป็นวีรบุรุษเมื่อปีที่แล้วและคิดเขากับเขาราวกับพี่ชายที่แสนดี

ทั้งคู่เงยหน้าขึ้นเมื่อสังเกตเห็นใครบางคนเดินไปทางด้านหน้าห้องโถง ร่างสูงผมทองในชุดสีขาวที่ซาโยริจำได้ว่าเขาเป็นญาติของเซโร่ อิจิโจทาคุมะ ผู้ซึ่งพร้อมจะประกาศการหมั้นหมายของเขาแล้ว

ก่อนอื่นผมอยากจะขอขอบคุณทุกคนที่สละเวลามาที่นี่ เขาโค้งให้เล็กน้อย และเหตุที่ผมขึ้นมายืนอยู่ที่นี้ก็ เอ้อ เขายิ้มเขินๆ แก้มขึ้นสีชมพูระเรื่อเล็กน้อยอย่างน่าเอ็นดู ผมอยากจะใช้โอกาสนี้ซึ่งทั้งครอบครัวและเพื่อนสนิททั้งหลายได้มาอยู่ร่วมกันในที่แห่งนี้เพื่อประกาศว่าผมกำลังจะทำพันธะสัญญากับคนที่ผมรักในอีกสามเดือนครึ่งข้างหน้า

มีเสียงปรบมือรับจากผู้ชมดังขึ้นทันที เช่นเดียวกับเสียงพูดคุยด้วยความตื่นเต้น ซาโยริต้องกลั้นหัวเราะเมื่อเธอเห็นสีหน้าเหลือเชื่อของฮานาบุสะซัง เธอคิดว่าไม่กี่คนที่รู้สาเหตุที่แท้จริงของการเชิญแขกเหรื่อมามากมายในงานเลี้ยงนี้คงมีเพียงครอบครัวที่ใกล้ชิดเท่านั้น

ชิกิ เซนริ ดูไร้กังวลเหมือนเคยเมื่อเขายืนขึ้นเคียงข้างคู่หมั้นของเขา แขนโอบรอบเอวบางไว้อย่างหวงแหนและนำทางพวกเขากลับไปยังโต๊ะอาหาร เขาเอียงตัวไปกระซิบอะไรบางอย่างใส่หูของชายหนุ่มผมทอง ยิ้มเล็กน้อยเมื่อมันทำให้ทาคุมะหัวเราะ

จริงๆแล้วมันก็ไม่ควรเป็นเรื่องน่าประหลาดใจหรอก แต่ก็ ฮานาบุสะส่ายศีรษะ ถ้าช่วยเตือนก่อนสักหน่อยคงจะดีไม่น้อย

พวกเขาดูมีความสุขมาก ซาโยริสังเกตได้ เธอสงสัยว่าเธอเองจะสามารถเป็นเช่นนั้นได้บ้างหรือไม่

ราวกับอ่านความคิดได้ ฮานาบุสะยิ้มอ่อนโยนและวางมือไว้บนมือของหล่อนและบีบมันเบาๆ พวกเขามีความสุข และฉันก็มั่นใจว่าเราก็จะเป็นเหมือนกัน


งั้นเธอก็เป็นเพื่อนสนิทของเซโร่คุงงั้นเหรอ ซาระยิ้ม

อ่า ใช่สิ ยูกิเกาแก้มด้วยความเขิน ดูเหมือนสีแดงจะคงอยู่บนแก้มของเธอไม่ว่าจะพยายามอย่างไร มันก็ไม่ยอมหายไปเสียที เธอกลัวว่าเธออาจจะดูเหมือนกับมนุษย์มะเขือเทศไปตลอดชีวิต เซโร่คงไม่มีวันหยุดล้อเธอแน่ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ

เมื่อมองดูเด็กสาวเบื้องหน้าเธอ ซาระต้องห้ามตัวเองอย่างหนักไม่ให้ทำกิริยาที่ไม่สมเป็นกุลสตรีอย่างการคว้าหล่อนมาแล้วกอดแน่นๆสักที เธอพบว่า นัทสึเมะ ยูกิ เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ารักที่สุดที่เธอเคยได้มีโอกาสพบเจอมา นัยน์ตาสีเข้มของหล่อนส่องประกายไร้เดียงสาเหมือนเด็กๆและตรงไปตรงมาแบบที่ซาระรู้ได้ว่าเธอหลงลืมมันไปนานแล้ว บางทีหากเธอมีใครสักคนที่เหมือนกับยูกิอยู่เคียงข้าง หลายสิ่งอาจจะออกมาต่างไปจากนี้ บางทียูกิอาจจะเกิดมาเพื่อเธอเหมือนกับที่เซโร่เป็นสำหรับคานาเมะและริโด

ซาระมีความภาคภูมิใจในพื้นเพของเธอไม่แพ้แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ตนอื่นๆ แต่แม้จะล้อมรอบไปด้วยความหรูหราเหล่านั้น เธอกลับไม่มีใครสักคนที่จะแบ่งปันประสบการณ์ด้วยสักคน ด้วยเหงาหงอยและโหยหาความรัก เธอจึงได้รับมันจากลุงของเธอ เขาเป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด ใครบางคนที่เธอจะสามารถแบ่งปันทุกเรื่องได้และรอคอยมาตลอดชีวิต ความเป็นไปได้ที่ลุงของเธอจะมีความตั้งใจแอบแฝงกับการเป็นเพื่อนกับเธอไม่เคยอยู่ในใจเลยสักครั้ง

กว่าที่พ่อของเธอจะเริ่มสงสัยว่ามีอะไรผิดปกติเกี่ยวกับน้องชายต่างมารดาของเขามันก็สายไปเสียแล้ว วันหนึ่งขณะที่พวกเขากำลังเดินเล่นอยู่ในสวนส่วนตัว ลุงของเธอก็ใช้กำลังผลักเธอล้มลงกับพื้นและกระชากเสื้อของเธอจนขาดออกเผยให้เห็นลำคอขาว โดยไม่มีการเตือนใดๆเขากัดลงอย่างรุนแรง รีดเอาเลือดของสาวบริสุทธิ์ออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อนถอยออกมาและยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะที่รักษาบาดแผลให้

ขอโทษที่ทำให้เธอตกใจนะ ซาระจัง แต่ครั้งหน้าฉันจะอ่อนโยนมากกว่านี้ เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับระหว่างเราสองคนตกลงไหม?

เธอนอนตัวแข็งทื่อ หวาดกลัวอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อนในช่วงชีวิต ไม่อาจขยับเขยื้อนได้ ลุงของเธออุ้มเธอขึ้นและพากลับไปยังห้องของเธอ เป็นเวลาหลังจากนั้นที่เธอได้ข่าวการเสียชีวิตของเขา คนที่เป็นต้นเหตุน่าจะไม่ใช่คนอื่นนอกจากพ่อที่โกรธจัดของเธอ

ไม่นานหลังจากเหตุการณ์นั้นที่เธอได้รู้จักกับคานาเมะ ริโด และเซโร่ เด็กชายทั้งสามเป็นเพื่อนที่แท้จริงคนแรกๆของเธอ ผู้ที่มอบความห่วงใยและมิตรภาพให้อย่างแท้จริง

ถอนหายใจเบาๆ เธอเอนศีรษะบนไหล่เล็กของยูกิ ภูติสาวช่างเป็นคนที่ง่ายที่จะคุยด้วย ง่ายที่จะหลงรัก ซาระหวังว่าเธอจะ..

เธอช่วยอยู่กับฉันต่ออีกสักพักได้ไหม?

เอ๋ ได้สิ ยูกิยิ้ม

ซาระหลับตาลง ขอบคุณนะ


ขอบใจ คานาเมะ แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ได้เตรียมไวน์โปรดของเขาไว้บนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว เช่นเดียวกับอาหารจานที่เขาชื่นชอบ

เพื่อนายได้เสมอเซโร่

เซโร่กรอกตา แต่ยิ้มเมื่อเขานั่งลง อยากจะเติมเต็มท้องที่ว่างเปล่าของตนเต็มที เขายังคงรู้สึกถึงผลตกค้างจากจุมพิตก่อนหน้านี้ พลังเวทย์ที่ประสานกันของพวกเขาทิ้งความสุขใจไว้ภายในตัวเขาและความอบอุ่นทั่วทั้งผิวหนัง

เมื่อคานาเมะนั่งลงข้างกายและวางมือบนลำคอขาว เขาเอนเข้าหาโดยไม่รู้ตัวด้วยต้องการสัมผัสที่อ่อนโยนของนิ้วเรียวยาวบนผิวกายมากกว่านี้

สังเกตได้ถึงปฏิกิริยาของเซโร่ที่เขามักจะทำเมื่อไม่รู้ตัว คานาเมะยิ้มและเอนใบหน้าเข้าไปถาม

ถ้าอิจิโจเสร็จเรียบร้อยแล้ว เรากลับไปที่ห้องของฉันกันไหม?

เซโร่หัวเราะแผ่วเบา ใจร้อนเสียจริงนะ คานาเมะเพียงแต่ยิ้มและจูบเขาที่บริเวณขมับ

การสัมผัสใกล้ชิดของพวกเขาไม่เป็นที่สังเกตของทุกคนในที่นั้นยกเว้นคนๆหนึ่ง


ริโด...? เขามาทำอะไรที่นี่? งานเลี้ยงเลิกราไปตั้งนานแล้ว แขกเหรื่อทั้งหลายไม่กลับไปที่ห้องที่เตรียมไว้ให้ก็กลับบ้านไปแล้ว

“Surprised?”

แปลกใจไหม?

ก็อาจจะ เซโร่ตอบ รู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย เขาไม่ได้พบกับริโดเลยในห้องโถงงานเลี้ยง อาจจะเป็นเพราะว่าเขาอยู่กับคานาเมะตลอดเวลา แต่ปกติแล้วริโดจะเป็นฝ่ายเข้ามาหาเซโร่เองถ้าเขาอยากเจอขึ้นมา เลือดบริสุทธิ์ผู้นี้ไม่ใช่คนที่จะพลาดสุนทรพจน์ของญาติของเขาเช่นเดียวกัน

แทนที่จะไปที่ห้องของคานาเมะอย่างที่เขาแนะนำ เซโร่เลือกความสบายใจของห้องนอนตัวเองมากกว่า แฝดคุรันคนพี่ไม่ได้คัดค้านอะไรเรื่องสถานที่ตราบใดที่เขาอยู่กับเซโร่และตกลงอย่างง่ายดาย

คานาเมะอยู่ที่นี่รึเปล่า?

เขายุ่งอยู่เล็กน้อยน่ะ แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์กำลังอาบน้ำอยู่ นายจะเข้ามารอเขาข้างในก็ได้นะ คงอีกไม่นาน เซโร่เปิดประตูให้ริโดเข้ามา

ฉันไม่ได้มาหาเขาหรอก

เซโร่ถอยหลังได้ทันเวลาหลบเลี่ยงมือที่หมายจะคว้าข้อมือของเขา บางอย่างผิดปกติ เสียงของริโดดูห่างเหินและดวงตาของเขา..มันมีประกายดุร้ายอยู่ภายใน เซโร่ไม่อาจห้ามไม่ให้รู้สึกกังวลได้

ริโด?

เซโร่ เซโร่ เซโร่ เขาส่ายศีรษะ ทำไมถึงต้องเป็นเขา? ทำไมถึงต้องเป็นคานาเมะ? อะไรที่พี่ชายมีแต่เขาไม่มี? อะไรที่พี่ชายเขาสามารถเสนอให้ได้จนเซโร่เลือกเขามากกว่าริโดกัน?

เซโร่เกือบจะแข็งทื่อ ริโดรู้แล้ว? ทั้งที่เขาวางแผนจะบอกเขาในคืนถัดไป หรือเขาจะเห็นพวกเขาตอนที่อยู่นอกห้องโถงงานเลี้ยง?

ความลังเลชั่วขณะก็มากพอที่จะให้แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์คว้าแขนเซโร่ไว้แน่นแล้วจับเขากระแทกกับกำแพงอย่างแรงจนแทบจะขาดอากาศหายใจ ทำให้เขาต้องสำลัก

เซโร่กระอักไอ ริโด นายคิดว่ากำลังทำอะไรอยู่?

ไม่เคยคิดว่าฉันจะทำร้ายนายงั้นหรือ? เขาบีบแรงขึ้น เล็บแหลมคมขึ้นและจิกลงไปในต้นแขนของเซโร่ เลือดสีแดงข้นทะลักออกมาจากบริเวณปลายนิ้วและไหลลงมาตามเรียวแขนของชายหนุ่ม หยดลงเป็นจังหวะบนผืนพรมเปอร์เซียสีขาว เลือดของนายกลิ่นหอมหวานดีนะ เซโร่ สงสัยจังว่ารสชาติจะเป็นยังไง เขาขยับยิ้ม ถ้าฉันจัดการนายซะตอนนี้ แล้วสร้างพันธะสัญญาเลือดกับนาย นายจะได้เป็นของฉัน ฉันจะลบคานาเมะออกไปจากชีวิตนายให้หมด

ไม่มีความกลัวปรากฏอยู่ในแววตาของเซโร่เมื่อเขามองขึ้นไปยังแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ ริโด ปล่อยฉันแล้วออกไปจากห้องฉันจนกว่านายจะเย็นลงกว่านี้ซะ เขาทำหน้าบึ้งและเสริม นายไม่สามารถบังคับให้ใครทำพันธะสัญญาเลือดได้อยู่ดี นายทำได้แค่ดูดเลือดฉันจนแห้ง ซึ่งนั่นคงไม่มีวันเกิดขึ้นเพราะฉันจะฆ่านายก่อนจะมีโอกาสได้ทำเช่นนั้น

ริโดหรี่ตาลง ประกายตาสีแดงของเขาไหวระริกเมื่อเขาตะโกนออกมา ทำไมต้องเป็นคานาเมะ ทำไมถึงเป็นเขา? เขารู้จักและรักเซโร่มานานพอๆกัน คิดถึงอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลกัน และโหยหารอยยิ้มอบอุ่นของเขามากพอกัน คานาเมะมีสิทธิอะไรที่จะพรากสิ่งเดียวที่เขาต้องการมาตลอดไปจากชีวิตของเขา

ความสิ้นหวังในน้ำเสียงของริโดทำให้ความดุดันในสายตาของเซโร่อ่อนลง เขาหวังว่าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างนุ่มนวลกว่านี้ แต่ริโดไม่ใช่คนที่เหมาะกับบทสนทนาน่าน่าเบื่อหน่าย เขามักจะใช้การกระทำสื่อความหมายมากกว่าคำพูด เซโร่ปิดตาลงและหายใจออกเบาๆ ทำไมน่ะเหรอ? นี่ล่ะเหตุผล.. เซโร่กอดรอบเอวของริโดโดยพยายามไม่สะดุ้งเมื่อเขาขยับแขนและเขย่งขึ้นไปแนบริมฝีปากกับอีกฝ่าย การเคลื่อนไหวของเขาเนิบช้าและนุ่มนวลเมื่อเขาจุมพิตล้ำลึกขึ้น เขาไม่อาจเป็นคู่ครองของริโดได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ได้รักหรือเป็นห่วงเป็นใยเขา

ริโด นายรู้สึกถึงฉันไหม? เวทย์มนต์ของฉัน? มันพยายามอย่างหนักแต่ก็ไม่อาจทำได้ ไม่ใช่กับนาย ขณะที่เขากระซิบใกล้กับริมฝีปากอีกฝ่าย ริโดค่อยๆยกแขนขึ้น นิ้วเรียวเปื้อนไปด้วยโลหิตยกขึ้นมาแนบแก้มทั้งสองข้างไว้แล้วลูบไล้อย่างนุ่มนวล

ไม่นะ ได้โปรด เซโร่ ได้โปรด...

เซโร่จับข้อมือของเลือดบริสุทธิ์ไว้อย่างอ่อนโยนแล้วส่ายศีรษะ สายตาของเขาไม่ละไปไหน ฉันไม่อาจสร้างพันธะสัญญากับนายได้ เวทย์มนต์ของเราไม่ยินยอมให้เราทำเช่นนั้น และริโด ฉันรักคานาเมะ ฉันรักเขา

เลือดบริสุทธิ์สั่นสะท้านขณะทรุดลงกับพื้น เซโร่ประคองเขาไว้และลูบหลังเบาๆเพื่อปลอบประโลมเมื่อพวกเขาคุกเข่าลงกับพื้นพรม


หลังจากพาแวมไพร์ที่เหนื่อยอ่อนจากความอ่อนไหวทางอารมณ์เข้านอนเรียบร้อย เซโร่ถอนหายใจเล็กน้อยแล้วปาดน้ำตาอีกหยดที่ไหลมาจากเปลือกตาของริโด

นายยังไม่ได้รักษาบาดแผลเลย ถ้อยคำเป็นห่วงดังออกมาจากห้องน้ำ

ฉันไม่เป็นไร เซโร่ตอบด้วยเสียงแผ่วเบา ยังคงให้ความสนใจกับริโด เขาไม่ได้ขยับเมื่อรู้สึกถึงความอบอุ่นของเลือดบริสุทธิ์อีกคนหนึ่งแนบกับแผ่นหลังและนิ้วเรียวยาวบนแขนของเขา

นายได้ยินทั้งหมดเลยเหรอ?

ฉันเป็นแวมไพร์นี่ คานาเมะตอบอย่างขบขัน ฉันรู้ว่าเขาต้องการคำตอบและมั่นใจว่านายจะรับมือทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง

แล้วถ้าฉันทำไม่ได้ล่ะ?

ฉันก็จะเป็นอัศวินที่เพิ่งอาบน้ำในชุดผ้าเช็ดตัวมาช่วยนายน่ะสิ คานาเมะยิ้ม เซโร่หัวเราะขบขันและเอนหลังพิงอีกฝ่าย

สุดท้ายแล้ว ฉันก็ว่าเราควรไปห้องนายสินะ เขาพูด ยิ้มอย่างเสียใจเล็กๆ

เป็นการกระทำที่มีเหตุผลที่สุด คานาเมะเห็นด้วยกับความคิดนั้น เขามอบจุมพิตด้วยความรักบนเรียวปากอีกฝ่ายก่อนจะลุกขึ้นพร้อมอุ้มเซโร่ไว้ในอ้อมแขนด้วย ไม่สนใจคำกระซิบค้านใดๆของชายหนุ่มแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องนอนของเขา

และเพื่อเป็นการตอบแทนเรื่องที่ฉันแอบฟังอย่างหน้าไม่อาย เลือดบริสุทธิ์ยิ้ม ฉันก็รักนายเหมือนกัน เซโร่ เขาซึมซับความบันเทิงใจเมื่อเห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ขึ้นสี ในหัวของเขาคิดได้ถึงวิธีการอีกหลายอย่างที่จะทำให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกันนั้น

เจ้าบ้าเอ๊ย!” เสียงด่าสะท้อนก้องไปทั่วแต่ผู้อาศัยซึ่งหลับไหลไปแล้วต่างก็ไม่มีใครได้ยิน


 END

 เพิ่งเห็นว่าืลืมใส่ END ไว้อีกต่างหาก

Talk : เป็นฟิคที่แปลให้เป็นของขวัญวันเกิดแมวดำค่ะ เราไม่เคยอ่านเลยจนกระทั่งแมวดำมาขอให้แปลนี่แหละ ตอนแปลก็ด้นสดไม่ได้อ่านก่อนด้วย แล้้วค่อยมานั่งแก้ตรงที่ผิดปกติทีหลังค่ะ งานออกมาเผาไป(ไม่)หน่อย ถ้ามีตรงไหนผิดพลาดก็ขออภัยเป็นอย่างสูงค่ะ

ว่าไปแล้วฟิคนี้ก็น่ารักดี หุๆๆ เสียดายอย่างที่คุณ Lea ว่า ที่น่าจะมีฉากเลิฟๆของคานาเมะกับเซโร่มากกว่านี้หน่อย อยากแอบบอกเค้าจังว่าฉากยูกิกับซาโยริ(โดยเฉพาะตอนกินกับตอนแย่งขนมน่ะ)ไม่ต้องมีเยอะก็ได้ ทำไมไม่ไปโฟกัสคู่พระนาง(?)ให้มากกว่านี้หนอ กร๊ากกกก

เนื่องจากเราอยู่ในคอมมูรีบอร์น ฟิค VK คงไม่ค่อยมีคนอ่านเท่าไหร่สินะ ไม่เป็นไร เราไปเอาเรื่องแมวดำทีหลังได้ ฮาาา

สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะ ^ ^ 

 


edit @ 1 Nov 2009 08:40:35 by freyachan

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มาพอดีกับที่อ่านเล่ม 10 พอดีเลย
เพิ่งเคยอ่านฟิกแวมไพร์ไนท์ แปลกใหม่ดีค่ะ
คานาเมะในชุดผ้าเช็ดตัวท่าทางจะเหมาะ open-mounthed smile

#1 By talalan on 2009-11-01 02:29

มินนี่ใจร้ายยยย หาว่าเขาบังคับ(แล้วเอ็บังคับจริงมั้ยล่ะ?)

มิ๊ววววววว

รอมินนี่กลับมาอีดิทจัดหน้า ยังไม่ได้อ่านซ้ำว่าแก้ไปรึยังขอเม้นทืก่อนเมื่อวานเน็ตมันตัดก่อนได้เม้นท์ TTwTT

ขอกกอดมินนี่แน่นๆสักหลายๆนาที ขอบคุณมากกกที่แปลมาให้ แอบอยากอ่านเมล์ที่เจ้าของเรื่องเซย์เยสกับมินนี่มาจังเลยอ่ะ ว่างๆส่งให้อ่านหน้อยนะ เหมียววว

ปล. อ๊ากกกก ฟิคนี้เป็นAUที่น่ารักเป็นบ้าเล๊ยยยยยย

#2 By ansuz on 2009-11-02 00:04