[KHR Fic] Thanks for 30,000 hits เฉลยผลเควสฟิคค่า
posted on 14 Oct 2009 22:46 by freyaminnie in Fictionจากเอนทรีที่แล้ว 30,000 Hits แล้วค่า เราได้เปิดเควสไว้โดยให้เดาตัวเลขที่เราชอบที่สุด
มีคนทายเข้ามาเยอะจริงๆค่ะ ซึ้ง =w= บางคนไม่ได้อ่านกติกาดีๆเลยทายมาซ้ำ หรือไม่ได้ทายมาก็ต้องเสียสิทธิไปนะคะ
ส่วนผลปรากฏว่าไม่มีใครตอบถูกค่ะ!!!
เฉลยเลขที่จขบ.ชอบที่สุดเลย คือ "14" ค่ะ
เนื่องจากเป็นวันเกิดของจขบ.เอง ฮาา
ดังนั้นคนที่ตอบได้ใกล้เคียงที่สุดและได้ฟิคตามที่เควสไปคือ
.
.
.
.
.
*รัวกลอง*
.
.
.
.
melon จังที่ตอบมาว่า 13 ค่ะ แหม อีกนิ๊ดดดก็จะถูกแล้วเชียว แต่ก็ไม่มีคนตอบถูกเป๊ะ melon จังเลยได้เควสไปนะคะ ตอนแรกเห็น 32*15 แอบช็อกค่ะ ฮาา ดีนะที่ไม่ได้มีเขียนว่าเรทด้วย ไม่งั้นคงดับอนาถ OTL
ชื่อเรื่องมาจากเพลง If I never knew you ที่เป็น OST ของเรื่อง Pocahontas ค่ะ ตอนฟังเพลงนี้ก็ปิ๊งเนื้อเรื่องขึ้นมาเลยออกมาเป็นแบบนี้ จะฟังเพลงไประหว่างที่อ่านก็ได้ค่ะ (ถ้าเพลงกระตุกให้เปิดหน้าเพจนี้ค้างไว้ให้มันโหลดเสร็จก่อนแล้วค่อยกลับมาฟังนะคะ)
Title : If I Never Knew You
Author : freyachan
Paring : D18
Rating : PG-13
Note : กึ่งๆจะเป็น AU แต่คิดว่าไม่ใช่นะ ="=
“เคียวย้า~~~~ วันนี้วันอะไรรู้รึเปล่าเอ่ย” เสียงกวนประสาทแบบนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากม้าพยศแห่งคาบัคโรเน่ที่ชอบถือวิสาสะเข้ามาในฐานลับของเขาอยู่บ่อยๆ
If I never knew you
If I never felt this love
“หนวกหู”
“ง่ะ เคียวยะอ้ะ ทายสิๆๆ”
“ฉันไม่สน เลิกส่งเสียงหนวกหูซะทีไม่งั้นจะขย้ำให้..อุ๊บ” ถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยถูกขัดจังหวะเมื่อกลีบปากบางถูกจับจองโดยคนร่างสูงที่เข้ามาประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
I would have no linking of
How precious life can be
“อืมม...อื้อ” ริมฝีปากหนาที่บดเบียดเข้ามาช่วงชิงทั้งคำพูดและลมหายใจของผู้พิทักษ์แห่งเมฆาจนแทบจะหมดสติ ซ้ำร้ายลิ้นร้อนยังซอกซอนเข้ามากวาดเลียความหอมหวานภายในโพรงปากราวกับเป็นน้ำผึ้งเลิศรสที่ชวนให้ชิมไม่รู้จักเบื่อ
And if I never held you
I would never have a clue
เมื่อเห็นว่าร่างในอ้อมกอดใกล้จะขาดออกซิเจนเต็มที ดีโน่จึงปล่อยกลีบปากแดงช้ำให้เป็นอิสระอย่างอ้อยอิ่งราวกับแสนเสียดายความหวานที่ได้ลิ้มรสนั้น นัยน์ตาสีอำพันจ้องลึกลงไปยังนัยน์ตาสีนิลฉ่ำเยิ้มจากรสจูบเมื่อสักครู่
How at last I'd find in you
The missing part of me.
“เคียวยะ...”
ปุ้ง!!!
จู่ๆคนที่เพิ่งจะเอ่ยถึงเมื่อสักครู่ก็ถูกปกคลุมด้วยกลุ่มควันหนาสีขาวที่พวยพุ่งมาจากไหนก็ไม่ทราบ
บาซูก้าทศวรรษ?
ร่างของใครบางคนปรากฏให้เห็นอยู่ลางๆเบื้องหลังม่านควันที่บดบังอยู่
“แค่กๆ....ไอ้พวกสัตว์กินพืชพวกนั้น มันน่าขย้ำให้ตายนัก!!” เสียงหวานที่ฟังดูคุ้นเคย หากแต่เป็นในอดีต ไม่ใช่ในตอนนี้ ร่างบางของฮิบาริ เคียวยะในคราบกรรมการรักษาระเบียบของโรงเรียนมัธยมต้นนามิโมริพร้อมทอนฟาคู่ใจยืนอยู่เบื้องหน้าเขา
“เคียวยะเมื่อ 10 ปีก่อนเหรอเนี่ย” ดีโน่อุทานออกมาเรียกความสนใจจากคนที่ยืนอยู่ให้หันมาทางต้นเสียงได้
“หือ? แกเป็นใครน่ะ?” คิ้วเรียวขมวดมุ่นเมื่อเห็นคนผมทองที่ดูยังไงก็น่าจะผิดกฏโรงเรียนแน่ๆ พร้อมทั้งขยับทอนฟาในมือพร้อมอยู่ในท่าจะพุ่งเข้าใส่สัตว์กินพืชหัวทองที่กล้ามาทำตัวผิดระเบียบต่อหน้ากรรมการรักษาระเบียบอย่างไม่กลัวตาย
“ฉันเองดีโน่ไง ดีโน่ในอนาคต” ร่างสูงรีบอธิบาย “นายโดนบาซูก้าทศวรรษยิงใส่เลยเดินทางมายังอนาคตในอีก 10 ปีข้างหน้าน่ะ”
“ดีโน่......?” ม้าพยศพยายามยิ้มแหยๆพร้อมกับพยักหน้าเป็นเชิงยืนยันสิ่งที่ตนพูดไปเมื่อสักครู่
“สัตว์กินพืชชื่อเห่ยแบบนั้นฉันไม่เคยรู้จัก ตายซะ!!” แต่คำตอบที่ออกมาจากริมฝีปากบางกลับไม่ได้เป็นอย่างที่ร่างสูงคิดแต่อย่างใด ฮิบาริควงทอนฟาพุ่งเข้าฟาดใส่ใบหน้าหล่อเหลาเต็มแรง แต่กลับพลาดไปโดนกำแพงด้านหลังเพราะอีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบได้อย่างหวุดหวิด
ดีโน่รีบดึงแส้ออกมาเพื่อป้องกันตนเองจากการโจมตี “เคียวยะ ฉันเองไง ที่เป็นครูสอนพิเศษแล้วก็คนรักของเคียวยะน่ะ ว๊าก!!”
“คนรักบ้าบออะไร!! ฉันไม่ได้มีรสนิยมวิปริตแบบแก”
อาวุธในมือบางตวัดควงเร็วและแรงมากขึ้นเมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายที่ชวนให้ขนในร่างพากันลุกเกรียวเป็นแถว
แม้ว่าคราวนี้ร่างสูงจะใช้แส้รับไว้ได้ทันแต่ร่างในชุดกักคุรันก็ไวพอจะสะบัดตัวหนีจากแส้ม้าพยศมาได้
แต่ประสบการณ์เกือบสิบปีที่คอยรองรับอารมณ์รุนแรงของเคียวยะคนที่อยู่ด้วยกันมาตลอดทำให้ดีโน่ฉกฉวยจังหวะใช้อาวุธคู่กายตวัดเอาทอนฟาที่อยู่ในมือเรียวให้หลุดร่วงลงกับพื้น พร้อมกับกระโจนเข้าไปประชิดแล้วรวบร่างบางลงกับพื้นห้อง
“โอ๊ย!!.. ลุกออกไปนะ” เสียงหวานตวาดเมื่อจู่ๆก็โดนกดลงกับพื้นแถมน้ำหนักของเจ้าบ้านี่ก็ไม่ใช่น้อยๆยังมีหน้ามานอนทับเขาอยู่อีก
“เคียวยะก็อยู่นิ่งๆก่อนสิแล้วจะปล่อย”
“แก....ไอ้โรคจิต”
โครก~~
เสียงท้องร้องดังมิใช่น้อยขัดจังหวะบทสนทนาที่เริ่มจะเดือดขึ้นเรื่อยๆ(แต่ฝ่ายเดียว) ดีโน่มองใบหน้าสวยที่แก้มขึ้นสีระเรื่อด้วยความเขินเมื่อสำเหนียกได้ว่าเสียงนั้นดังมาจากช่องท้องของตัวเอง ที่เรียกร้องว่าได้เวลาหาอะไรมาประทังชีวิตแล้ว
มันช่วยไม่ได้จริงๆก็ตอนก่อนที่เขาจะถูกสลับตัวมายังที่พิลึกนี่ คุซะคาเบะที่มีหน้าที่เอาอาหารเช้ามาให้เขาทุกวันยังไม่มาถึงโรงเรียน
“ฮ่ะ ฮะๆๆ ที่แท้นายโมโหหิวนี่เองเหรอ” เสียงหัวเราะชวนให้เอาทอนฟาฟาดปากเจ้าของยิ่งทำให้เด็กหนุ่มหัวเสีย ไหนจะจู่ๆก็โดนพวกสัตว์กินพืชยิงปืนพิลึกใส่ แล้วก็มาโผล่ยังที่ไหนก็ไม่รู้ที่ไม่รู้จัก นามิโมริอยู่ทางไหนก็บอกไม่ได้ ข้าวเช้าก็ยังไม่ได้กิน แถมยังมาเจอสัตว์กินพืชหัวทองแสนกวนประสาทนี่อีก
มันน่าขย้ำให้ตายซะให้หมดทุกคน!!!
“มะ..ไม่ใช่ซักหน่อย!!”
แต่อนิจจาคงได้แต่คิดเพราะร่างบางยังคงถูกม้าพยศแปลกหน้าทาบทับไว้อยู่แทบจะกระดิกไม่ได้ ดีโน่เห็นท่าทีดังนั้นเลยยอมอ่อนให้คนรักในอดีตอย่างเห็นใจแล้วยอมลุกออกมาโดยดี พร้อมทั้งถือวิสาสะฉุดมือบางให้ลุกขึ้นยืนด้วยกัน
แล้วร่างสูงจึงเพิ่งจะสังเกตได้ถึงสิ่งที่ควรจะมีแต่กลับไม่มีติดตัวอีกฝ่ายอยู่
“เคียวยะ แหวนนายไปไหนแล้วล่ะ?”
“แหวนอะไรไม่เห็นจะรู้เรื่อง” ร่างบางตีสีหน้างุนงงสุดๆกับคำถามนั้น
“ก็แหวนแห่งเมฆาของวองโกเล่ไง” ดีโน่พยายามอธิบาย
แต่เมื่อย้อนไปพิจารณาปฏิกิริยาของร่างบางตั้งแต่ตอนแรกที่เจอกันที่ทำราวกับไม่รู้จักเขามาก่อน หรือการที่ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับแหวนก็เช่นกัน
เอ๋จริงสิก็วันนี้เมื่อ 10 ปีก่อนน่ะมัน.....
แล้วม้าพยศก็ถึงบางอ้อ สมองน้อยๆที่ไม่ค่อยจะได้ใช้คิดอะไรนอกจากเรื่องหื่นๆก็พลันได้ข้อสรุปว่า ฮิบาริ เคียวยะคนนี้คือคนในอดีตเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ‘ก่อน’ ที่จะเกิดศึกชิงแหวน
‘ก่อน’ ที่จะได้พบกับเขา
In this world so full of fear
Full of rage and lies
นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มองมาด้วยความระแวงสงสัยและเย็นชา ท่าทีที่มุ่งร้ายกับรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างบาง ความรู้สึกไม่เคยเชื่อใจใครทั้งสิ้น และความโดดเดี่ยวอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเด็กหนุ่มมาตลอด
เคียวยะที่เขาไม่รู้จักและยังไม่รู้จักเขา
ดีโน่ไม่เคยสังเกตเลยว่าตลอด 10 ปีที่อยู่ด้วยกันมา คนๆนี้เปลี่ยนไปมากแค่ไหน จากคนที่ไม่เคยจะยอมสุมหัวกับใคร (และแน่นอนว่าไม่ชอบให้ใครมาสุมหัวต่อหน้า) กลับกลายเป็นยอมเปิดพื้นที่ให้เขารุกล้ำเข้าไปภายในใจอย่างช้าๆ
I can see the truth so clear
In your eyes
So dry your eyes
“เคียวยะ...ฉันน่ะ..”
ปุ้ง!!
เสียงระเบิดตามด้วยกลุ่มควันสีขาวปกคลุมบรรยากาศรอบกายอีกครั้ง เวลา 5 นาทีแห่งความสับสนจะว่านานก็นานหรือจะว่าสั้นก็สั้น ครานี้เรือนร่างที่ปรากฏอยู่ท่ามกลางกลุ่มควันเป็นคนที่ตนคุ้นเคยมาตลอด 10 ปี มือเล็กบางของคนในอดีตที่กอบกุมอยู่เมื่อสักครู่กลับกลายเป็นมือเรียวสวยที่ยังคงให้ความรู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอ
And I'm so grateful to you
I'd have lived my whole life through
Lost forever
If I never knew you
ชายหนุ่มผมดำพอพ้นจากความมึนงงหลังกลับมาจากการเดินทางข้ามเวลา ก็หันมาถลึงตาใส่ร่างสูงตรงหน้าอย่างเอาเรื่องเมื่อคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 นาทีก่อนและเจ้าบาซูก้าทศวรรษเฮงซวยที่ทำงานได้ตรงจังหวะเวลาเสียเหลือเกิน
“แก....”
ริมฝีปากบางยังไม่ทันจะได้ตะโกนด่าให้สาสมกับที่ปล่อยให้เขาอารมณ์ค้างตอนโดนส่งกลับไปอดีต ร่างกายก็โดนแขนแกร่งคว้าไปกอดไว้แน่นจนอึดอัด พอจะออกแรงดิ้นใบหน้าคมก็โน้มลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดลงบนผิวแก้ม จากนั้นความนุ่มนวลก็แนบประทับลงบนเรียวปากอิ่ม ช่วงชิงเอาทั้งอากาศหายใจและเรี่ยวแรงไปจนหมด ร่างบางดิ้นขลุกขลักอยู่สักพักก็ล้มเลิกแล้วปล่อยให้คนฉวยโอกาสโอบกอดเขาไว้ให้พอใจ
If I never knew you
I'd be safe but half as real
Never knowing I could feel
A love so strong and true
“แฮ่ก..” กลีบปากแดงช้ำหอบหายใจหนักหลังจากถูกปลดปล่อยจากจุมพิตร้อนแรงแต่ก็ยังถูกตระกองกอดไว้ในอ้อมแขนแกร่งของม้าพยศ
“เคียวยะ...วันนี้น่ะเป็นวันอะไรรู้ไหม?” คำถามเดิมถูกส่งออกมาแต่ด้วยเสียงที่นุ่มนวลกว่า อ้อนวอนกว่า เรียกร้องมากกว่าเมื่อคราแรกมากมายนัก
I'm so grateful to you
I'd have lived my whole life through
Lost forever
If I never knew you
“มะ..ไม่รู้…แฮ่ก” ร่างบางยังคงพยายามหอบเอาออกซิเจนเข้าปอดอยู่จึงไม่มีอารมณ์เถียงได้เต็มปากนัก แต่เขากลับไม่ต้องรอนานนักเมื่อในที่สุดดีโน่ก็เป็นฝ่ายเฉลยขึ้นมาเอง
“วันนี้เมื่อ 10 ปีก่อน เป็นวันที่ฉันพบกับเคียวยะครั้งแรกในห้องรับแขก” อ้อมแขนกอดกระชับร่างบางเข้ามาใกล้ขึ้นอีกจนช่องว่างระหว่างพวกเขาแทบจะไม่มีเหลือให้สิ่งใดผ่านไปได้
I thought our love would be so beautiful
Somehow we'd make the whole world bright
“แล้วมันยังไงล่ะ....” ฮิบาริพูดพลางก้มหน้างุดฝังใบหน้าสวยแดงก่ำเข้ากับแผงอกอุ่นของคนใกล้ตัว เขาเองก็พอจะเดาคำตอบได้อยู่แล้วเพราะเมื่อได้ย้อนเวลากลับไปยัง 10 ปีก่อน สิ่งที่เห็นในตอนนั้น บรรยากาศในตอนนั้น
ตอนที่ยังไม่มีแหวนแห่งเมฆา
ตอนที่ยังไม่มีม้าพยศแห่งคาบัคโรเน่ในชีวิต
เขายืนอยู่เพียงลำพังในห้องรับแขกของโรงเรียนนามิโมริ รอบตัวมีแต่ความเงียบสงบซึ่งเป็นสิ่งที่เขาคิดมาตลอดว่าเป็นสิ่งที่ตนปรารถนา
I never knew that fear and hate could be so strong
all they'd leave us were these whispers in the night
But still my heart is saying we were right
ร่างบางไม่รู้เลยว่าตนรอคอยการปรากฏตัวของคนที่มักจะถือวิสาสะเข้ามาในโรงเรียนและมาวุ่นวายกับเขาอยู่เสมอ หวังว่าอีกฝ่ายจะมาทำลายความเงียบเหงานี้ กลายเป็นว่า 5 นาทีช่างแสนยาวนานกับการต้องรอคอยอะไรบางอย่าง
รอคอยคนที่จะมาเปลี่ยนชีวิตเขาไปอย่างสิ้นเชิง
Oh if I never knew you
There's no moment I regret
If i never felt this love
Since the moment that we met
I would have no inkling of
If our time has gone too fast
How precious life can be...
I've lived at last...
“ถ้าวันนั้น รีบอร์นไม่มาขอร้องให้ฉันช่วยฝึกผู้พิทักษ์ล่ะก็ ฉันคงจะไม่ได้พบกับเคียวยะ” เสียงทุ้มพูดขึ้นพลางใช้นิ้วเชยคางมนขึ้นมาสบนัยน์ตาสีรัตติกาลล้ำลึกกับนัยน์ตาสีอำพัน
I thought our love would be so beautiful
Somehow we'd make the whole world bright
“แต่ฉันไม่เคยอยากเจอแก” ดวงหน้าหวานพยายามเบี่ยงหลบสายตาร้อนแรงที่จ้องมองมา
“ถ้าฉันไม่ได้พบกับเคียวยะ ฉันก็คงไม่มีวันได้รู้จักความสุขแบบนี้”
I thought our love wuold be so beautiful
We'd turn the darkness into light
“แต่ฉันไม่เห็นมีความสุข แกมันน่ารำคาญจะตายไป”
“ถ้าฉันไม่ได้พบกับเคียวยะ ฉันคงไม่รู้ว่าสามารถรักใครซักคนได้มากมายขนาดนี้” มือแกร่งประคองแก้มนวลทั้งสองไว้มั่นเพื่อไม่ให้ร่างบางหลบสายตาหนีได้ ฮิบาริรู้สึกหน้าตัวเองร้อนจนแทบจะลุกเป็นไฟ แต่จะหันหนีก็หันไม่ได้ราวกับถูกนัยน์ตาสีทองสะกดไว้
And still my heart is saying we were right
we were right
“บะ..บ้า เพ้อเจ้ออะไรของแก”
“เคียวยะรู้สึกเหมือนฉันบ้างรึเปล่า?” ดีโน่กล่าวด้วยน้ำเสียงเชิงออดอ้อน เขารู้ดีว่าคนตรงหน้าปากแข็งเกินกว่าจะพูดออกมา แต่บางที....
“ฉัน....”
And if I never knew you
If I never knew you
I'd have lived my whole life through
ถ้าฉันไม่พบกับแก คงไม่ต้องมีใครมาวุ่นวาย
ถ้าฉันไม่พบกับแก ฉันคงไม่ต้องรู้สึกแบบนี้
ถ้าฉันไม่พบกับแก ชีวิตฉันคงจะ ว่างเปล่า...
Empty as the sky
Never knowing why
“ฉันแค่...ชอบที่แกทำให้ฉันได้สู้กับคนเก่งๆเท่านั้นแหละน่า” สิ่งที่ตอบออกไปกลับเป็นความจริงเพียงส่วนเสี้ยวเดียวที่เลือกจะพูด หากแต่นภาแห่งคาบัคโรเน่ก็เข้าใจความนัยที่ไม่ได้เปล่งออกมาได้เป็นอย่างดี
“อื้ม ฉันก็รักเคียวยะเหมือนกัน”
“ใครเขารักนายกันล่ะ อืมมม” ดวงหน้าคมโน้มลงมาอีกครั้ง คราวนี้กลีบปากบางคงไม่มีโอกาสได้เอื้อนเอ่ยอะไรไปอีกสักพักใหญ่
แต่คำพูด ก็คงไม่จำเป็นในตอนนี้แล้วนี่นะ
ขอบคุณ ที่ทำให้เราสองคนได้พบกัน
Lost forever
If I never knew you
END
Talk : เมล่อนจังเควสมาว่าขอแบบรั่วๆ หวานๆ พอลองแต่งจริงแล้วทำให้รู้ว่าฟิครั่วแต่งยากมว้ากกกก แต่งยากกว่าฟิคโศกอีกอ่ะ TTATT พยายามจะรั่วให้แล้วแต่ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีแค่ไหน ถ้าผิดพลาดไม่ขำประการใดก็ขออภัยด้วยจริงๆค่ะ OTL
ความจริงตอนแต่งแอบมีอยากแต่ง song fic นี้อีกเวอร์ชั่นนึงด้วย ถ้ามีโอกาสจะแต่งออกมาเป็น Alternate version แล้วกัน เหอๆๆ
ขอบคุณคนอ่านทุกคนอีกครั้งค่ะ m(_ _)m
ปล.ได้ข่าวว่าวันนี้วันเกิดซือ แต่อัพฟิค D18 กร๊ากกก
ปล.2 งานแคปอาจจะไม่ได้ไป เฮือก...
ปล.3 พรุ่งนี้วัน Blog Day แล้ว ยังไม่รู้จะอัพอะไรเลย OTL
edit @ 14 Oct 2009 23:23:01 by freyachan
•~กุ๊ดจี่ Can Fly~•
「 AKUMI 」

ฮืออ...มาช้าเลยอดเลขที่ชอบเลย..
อืมม><...เอาเลข...13..(มีใครเอาไปยังเนี่ย = =)
ฟิคคู่ D18 32*15 (ช่วงนี้พีคโน่ 32 น่ะค่ะ><)
เอาธีม รั่วๆ หวานๆ ละกันค่ะ = =