[KHR Fic] Buon Compleanno Dino! [SD]
posted on 04 Feb 2010 23:37 by freyaminnie in Fiction
Title : Buon Compleanno Dino!
Author : freyachan
Paring : SD
Rating : PG-13
Warning : มันเผา เผาแบบสดๆค่ะ ถ้ามันฉ่อย มันห่วยเกินไปก็ขออภัยด้วยค่ะ OTL
Note : ฟิควันเกิดดีโน่(ที่ในที่สุดก็ลงไม่ทัน ช้าไป 1 ชม TTwTT)
“ฮ้าวววว ง่วงเป็นบ้าเลยแฮะ” เสียงอุทานอย่างง่วงงุนพร้อมกับริมฝีปากอ้าหาวหวอดๆ และเรือนผมสีทองยาวประบ่าฟุบลงแนบกับโต๊ะเรียนอย่างไม่มีมาดผู้ดีเลยแม้แต่นิดของร่างบางที่จับจองที่นั่งริมหน้าต่างห้องเรียนแทนที่นอนไปซะแล้ว
“นอนไม่พอรึไง ดีโน่?” เสียงเพื่อนร่วมชั้นตัวประกอบ A กล่าวขึ้นราวกับทักทายขณะเดินเข้าไปหา
“บอสเป็นโรคความดันต่ำนิดหน่อยน่ะครับ พอตื่นเช้ามากๆแล้วจะลุกไม่ค่อยไหว” ชายวัยกลางคนในชุดสูทเรียบหรูที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้เป็นฝ่ายตอบคำถามนั้นแทน สายตาที่แม้จะซ่อนอยู่เบื้องหลังแว่นตากันแดดสีดำยี่ห้อเรย์แบนด์(เก๊)ส่งไปให้ตัวประกอบผู้น่าสงสารร้อนๆหนาวๆเล่น
“ระ เหรอ ถะ ถ้างั้นก็นอนต่อตามสบายเถอะนะ..” เพื่อนร่วมชั้น A เริ่มเป็นห่วงสวัสดิภาพตัวเองมากกว่าเมื่อเห็นว่าคุณพ่อแอบตามมาเฝ้าลูกสาว(?)ถึงโรงเรียนแถมยังท่าทางจะหวงมากซะด้วย จึงรีบล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว
“ฮึ น่าสมเพท” ถ้อยคำที่ทำให้ทุกคนในห้องต้องหันไปมองตามเสียงเป็นตาเดียวกัน
ร่างของชายหนุ่มวัยรุ่นร่างสูงโปร่งเรือนผมสีเงินตัดสั้นจัดเป็นทรงแปลกๆแต่กลับดูดีได้อย่างประหลาดในชุดนักเรียนมัธยมต้นของโรงเรียนมาเฟียที่เหมือนๆกันกับคนอื่นแต่กลับดูแตกต่าง อาจจะเพราะเขาเป็นคนเพียงคนเดียวที่กล้าหยอกล้อเล่นหัวกับ ‘คุณหนู’ นั่นได้อย่างไม่กลัวตาย
สเปลบี สควอโล่ เปิดประตูห้องเรียนเข้ามาโดยไม่สนใจสายตาของเพื่อนร่วมชั้นและชายชุดดำมากมายที่โผล่ออกมาจากตามซอกระเบียงบ้าง และตามเพดานโรงเรียนบ้างราวกับเป็นเรื่องปกติ
“อ๊า สควอโล่อ้ะ พูดงี้ได้ไง ก็มันง่วงจริงๆนี่นา~” คนที่นอนอยู่เมื่อโดนปรามาสก็รีบเถียงกลับทันควัน ใบหน้าอ่อนเยาว์งอง้ำราวกับกำลังงอนคนรักกระนั้น
หากแต่ฝ่ายที่ถูกงอนกลับทำเป็นเมินไม่ใส่ใจไปเสีย เด็กหนุ่มผมเงินเดินมาที่โต๊ะของตัวเองซึ่งอยู่ข้างๆกันแล้วเอากระเป๋าวางลงไปก่อนจะนั่งลงโดยไม่หันไปมองอีกฝ่ายสักนิด
“อ๊ะ สควอโล่ก็ขอบตาคล้ำเหมือนกันนี่นา อดนอนรึเปล่าเนี่ย” ดีโน่สังเกตเห็นนัยน์ตาสีเทาเงินที่ใต้ขอบตามีรอยสีดำเป็นปื้นๆกับท่าทางที่เหมือนจะอิดโรยของเพื่อนรัก(?)เลยเอ่ยถามไปด้วยความสงสัย
“ไม่ต้องมายุ่งโว้ย!” ฉลามหนุ่มตอกกลับความหวังดีด้วยเสียงแปดหลอดอันเป็นเอกลักษณ์ประจำตัว
กิ๊ง ก่อง กิ๊ง ก่อง
เสียงระฆังสัญญาณเข้าเรียนดังขึ้นทันเวลาก่อนจะเกิดสงครามมาเฟียในห้องพอดิบพอดี เหล่าชายชุดดำจึงต้องแยกย้ายกันกลับไปเฝ้าตามจุดต่างๆเนื่องจากบอสของพวกเขาได้กำชับไว้ว่าในเวลาเรียนห้ามเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆเด็ดขาด หรืออันที่จริง ควรจะเป็น ทุกเวลาที่อยู่ที่โรงเรียนนั่นแหละ หากแต่คนเป็นพ่อ(?)ก็อดเป็นห่วงลูกสาว(?)ไม่ได้ เลยต้องยอมพบกันครึ่งทางคือในเวลาเรียนจะไม่เข้ามายุ่งเด็ดขาดนั่นแหละ
คาบแรกเป็นวิชาคณิตศาสตร์อันแสนจะน่าเบื่อ ยิ่งสำหรับคนที่หัวไม่ดีอย่างดีโน่แล้วด้วย ซึ่งปกติแล้วเด็กหนุ่มผมเงินที่นั่งข้างๆมักจะคอยอธิบายเรื่องที่ไม่เข้าใจให้เข้าใจได้ง่ายเสมอ บางทีก็สอนการบ้านอีกด้วย
ถึงจะขี้โวยวาย(มาก)ไปสักหน่อย แต่สำหรับเขาแล้ว สควอโล่เป็นเพื่อนที่พึ่งพาได้ในแทบจะทุกเรื่อง แม้ว่าทุกครั้งจะต้องมีเสียงบ่นหรือหงุดหงิดอยู่ตลอด แต่สควอโล่ก็ไม่เคยปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือทั้งในเรื่องเรียนและเรื่องอื่นๆ
หากแต่วันนี้ท่าทีของฉลามหนุ่มกลับต่างออกไปจากทุกวัน ทั้งที่ไม่ว่าจะพยายามกระซิบเรียก ส่ง sms เม้นท์ Facebook เล่น twitter หรือส่งโทรจิตไปหา แต่กลับไม่มีสัญญาณตอบรับจากเลขหมายที่ท่านเรียกแม้แต่ครั้งเดียว
บางทีสควอโล่อาจจะเพลียที่นอนไม่พอก็ได้นี่นะ ขนาดเขานอนวันละ 12 ชั่วโมงยังง่วงๆเลย
ร่างบางพยายามคิดในแง่ดีเข้าไว้จนกระทั่งจบคาบเรียนแรก แต่แม้กระทั่งคาบเรียนที่สอง สาม นัยน์ตาสีเทาเงินนั้นก็ยังไม่ยอมหันมาสบตากับเขาแม้แต่ครั้งเดียว ใบหน้าที่เห็นเพียงเสี้ยวเดียวมาตั้งแต่เช้ายิ่งชวนให้เขาอยากเข้าไปตะโกนกรอกหูให้หันมาเหมือนกับที่อีกฝ่ายชอบทำบ่อยๆ(แต่ถึงไม่ต้องกรอกหูก็ดังพออยู่แล้ว)
จนกระทั่งออดหมดคาบที่สามดังขึ้นและถึงเวลาพักเที่ยง พออาจารย์เดินออกไป ดีโน่ก็รีบกระโจนเข้าชาร์จ เอ่อหมายถึง ปราดเข้าไปหาคนที่นั่งข้างๆทันที
“สควอโล่ววว ไปกินข้าวกลางวันกันเถอะ นะๆๆๆ” เสียงเจื้อยแจ้วดังอยู่ข้างหู ซึ่งถ้าเป็นปกติ(อีกเหมือนกัน) สควอโล่ก็จะยอมไปนั่งกินข้าวกับเจ้าคุณหนูนี่ด้วยเหตุผลเพราะ ‘รำคาญที่มาคอยเซ้าซี้’
“ฉันไม่ว่าง!” เสียงนั้นทำเอาคนถูกตะคอกช็อกไปหลายวินาที จนร่างโปร่งลุกขึ้นเดินออกจากห้องเรียนไปแล้วนั่นแหละ เจ้าม้าเอ๋อถึงจะเพิ่งได้สติกลับมาสู่โลกมนุษย์สักที ขายาวรีบวิ่งตามออกไปดูที่ระเบียง
แล้วสิ่งที่เห็นคือฉลามหนุ่มกำลังเดินอยู่กับแซนซัส นักเรียนแลกเปลี่ยนที่เพิ่งจะเข้ามาใหม่เมื่อไม่กี่สัปดาห์มานี้ เขากับเด็กหนุ่มผมสีดำนัยน์ตาสีโลหิตนั้นอยู่คนละห้องกัน แต่กลับเห็นอีกฝ่ายชอบมาเตร่อยู่แถวๆห้องเขาอยู่บ่อยๆ
สควอโล่น่ะ เป็นคนที่จัดได้ว่าหน้าตาดี เรือนร่างสูงโปร่งและสมส่วน แถมยังเรียนเก่งและเล่นกีฬาเก่งอีกต่างหาก นับว่าเป็นที่หมายปองของสาวๆเกือบทั้งโรงเรียน ถ้าไม่ติดที่ว่าเจ้าตัวชอบทำตาดุราวกับหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลากับเสียงตะโกนโวยวายแล้วล่ะก็ คงมีสาวๆเรียงคิวกันมาสารภาพรักอย่างไม่ขาดสายเป็นแน่
แถมแซนซัสเองก็มีใบหน้าคมหล่อเหลา ร่างกายกำยำสมเป็นชาย แถมยังว่ากันว่าจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งรุ่นที่สิบของวองโกเล่แฟมิลี่ซึ่งเป็นแก็งค์มาเฟียที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลีอีกด้วย
ผิดกับเขาที่มีดีแค่เป็นคุณหนูของตระกูลคาบัคโรเน่ หัวก็ไม่ดี เล่นกีฬาก็ไม่เก่ง ทำอะไรเองไม่เป็นแถมยังซุ่มซ่ามจนถูกเรียกลับหลังว่า เจ้าขี้แหย อยู่เป็นประจำ
จึงไม่แปลกที่สควอโล่จะเลือกคบเพื่อนที่ดีกว่าเขา
จริงอยู่ที่ว่าเด็กหนุ่มผมเงินเองก็ไม่ได้สนิทสนมอะไรกับเขาเป็นพิเศษมาตั้งแต่แรก มีเพียงแต่เขาที่เอาแต่คอยเกาะแกะและตามตื๊ออยู่ฝ่ายเดียว แล้วยิ่งเมื่อทายาทวองโกเล่รุ่นที่ 10 เข้ามาสควอโล่ก็เริ่มห่างจากเขาออกไป แต่ก็ไม่เคยถึงกับไม่สนใจเลยเช่นนี้
ท้ายที่สุดก็เลยต้องไปกินข้าวกลางวันคนเดียวบนดาดฟ้า คิดแล้วก็ยิ่งน่าน้อยใจ ทำอย่างไรเขาถึงจะมีความเชื่อมั่นในตัวเองได้นะ
“นี่ โรมาริโอ้” เสียงเอ่ยลอยๆออกมาทั้งที่ไม่มีผู้คนใดอยู่ในรัศมีการได้ยิน หากแต่เขารู้ว่าเจ้าของชื่อต้องคอยติดตามเขามาตลอดอยู่แล้ว
“ครับ บอส” ตาลุงโรมาริโอ้โรยตัวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ที่แอบอยู่เหนือดาดฟ้าโรงเรียน(?) แลนดิ้งบนพื้นคอนกรีตอย่างสวยงามโดยรองเท้าหนังและชุดสูทราคาแพงนั่นไม่มีรอยขีดข่วนหรือรอยยับแม้แต่นิดเดียว
“ทำยังไง....”
“ต้องทำยังไง ฉันถึงจะเข้มแข็งขึ้นได้บ้าง.....ได้เหมือนอย่าง สควอโล่ เหมือนอย่างแซนซัส.....” ทายาทคาบัคโรเน่เอ่ยต่ออย่างพยายามสะกัดกลั้นอารมณ์ ทั้งน้อยใจที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ทั้งเจ็บใจที่ถูกแย่งเพื่อนรักไปโดยไม่อาจทำอะไรได้ และยิ่งโมโหที่ตนเองไม่อาจเข้มแข็งได้อย่างที่หวัง
ลูกน้องคนสนิทได้แต่มองคุณหนูของตนด้วยความเห็นใจ
ตลอดคาบเรียนบ่ายสถานการณ์ระหว่างทั้งสองก็ยังคงเหมือนเดิม สควอโล่ไม่ได้ตั้งใจเรียนนักแต่ก็เหมือนจะเขียนอะไรยุกยิกอยู่ตลอดเวลา ส่วนดีโน่กลับไม่มีสมาธิจะเรียนเลยแม้แต่น้อยเพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับความคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้อีกฝ่ายเห็นว่าเขาไม่ได้เป็นแค่ ไอ้ขี้แหย หรือ คุณหนูที่เอาแต่หลบหลังลูกน้องและบอดี้การ์ดอย่างเดียว
เสียงสัญญาณบอกเวลาเลิกเรียนดังตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ จนกระทั่งคนข้างตัวลุกขึ้นเก็บของเรียบร้อยแล้วนั่นแหละ ดีโน่ถึงรีบเก็บข้าวของลงกระเป๋าแล้ววิ่งตามไปบ้างเพื่อที่จะได้ใช้เวลาเดินทางกลับบ้านด้วยกันเหมือนทุกวัน
“วันนี้ฉันมีธุระ แกเรียกลูกน้องมารับกลับไปเหอะไอ้ขี้แหย” ถ้อยคำตัดเยื่อใยเป็นรอบที่สามของวันราวกับเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำเอาสติของคนผมทองขาดผึง ครั้นจะทำงอนเหมือนเมื่อตอนเช้าก็คงไม่ได้ผล หรือจะเข้าไปตามตื๊อแบบเมื่อกลางวันก็ไม่เวิร์กอีก
แล้วความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัวเรียกรอยยิ้มมุมปากให้จุดขึ้นราวกับได้ของถูกใจ ดีโน่ตัดสินใจว่าจะกลับบ้านด้วยตัวเองคนเดียวโดยไม่บอกลูกน้องซึ่งเข้าใจว่าสควอโล่จะไปส่งเหมือนเคย
ตุ๊บ!
ผลั่ก!
โครม!
โป๊ก!
ฯลฯ
อนิจจังความซุ่มซ่ามอันเป็นนิสัยประจำตัวช่างจะทำงานได้ดีเหลือเกินเวลาไม่มีลูกน้องอยู่ข้างกาย ตลอดทางกลับบ้านร่างบางเดินหกล้มชนโน่นชนนี่ แล้วก็ตกบันไดหลายครั้งจนได้แผลเล็กแผลน้อยเต็มตัวไปหมด แต่ท่าทางเจ้าตัวกลับดูภูมิอกภูมิใจเสียนี่
จนเมื่อเดินผ่านตรอกแห่งหนึ่ง ด้านในค่อนข้างลึกและมืด ดีโนก้าวเท้าให้ยาวขึ้นและรีบเร่งเดินผ่านจุดนั้นไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ช่วยด้วย” เสียงหญิงสาวลึกลับดังมาจากในซอกหลีบนั้นได้จังหวะเหมาะพอดีราวกับคนเขียนจงใจแกล้ง(?) ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษทำให้เขาไม่อาจผ่านไปเฉยๆได้จึงต้องค่อยๆย้อนกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
ภายใต้ความมืดสลัวของเงาที่แสงส่องไปไม่ถึง ชายฉกรรจ์คนหนึ่งถือของมีคมที่สะท้อนประกายออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดกำลังปล้นทรัพย์หญิงคนหนึ่งซึ่งแต่งตัวเหมือนผีเสื้อราตรีที่เห็นได้ตามท้องถนนยามกลางคืน
“หยุดนะ” กว่าจะรู้ตัวก็เผลอพลั้งปากออกไปแบบนั้นซะแล้ว สงสัยจะติดการ์ตูนพวกที่ฮีโร่มักจะตะโกนบอกผู้ร้ายให้หยุด(ซึ่งมันมักจะหยุดเสมอ)มากเกินไป หากแต่คนร้ายตัวจริงหาใช่คนร้ายในการ์ตูนไม่ เมื่อชายคนนั้นเห็นคนที่มาใหม่ก็ปล่อยมือจากหญิงสาวแล้วหันคมมีดมาทางร่างบางแทน
“เฮ้ย!!” ในตำราพระเอกไม่ได้บอกว่าถ้าคนร้ายไม่หยุดจะต้องทำอย่างไร ดีโน่จึงได้แต่หลับตาปี๋ยอมรับชะตากรรมพร้อมแอบหวังว่าคนร้ายจะสะดุดขาตัวเอง
“โครม!!” เสียงของหนักกระทบพื้นทำให้นัยน์ตาสีทองค่อยเปิดปรือขึ้นดูเหตุการณ์
‘หรือมันจะสะดุดล้มจริงๆแฮะ?’
แต่แล้วภาพที่เห็นกลับเป็นแผ่นหลังอันคุ้นเคยของคนๆหนึ่งซึ่งมักจะอยู่ด้วยกันเสมอ ร่างสูงโปร่งยังอยู่ในชุดนักเรียนแต่เสื้อนอกกับเนคไทถูกถอดออกไปแล้วเหลือแต่เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงลายสก๊อต ในมือข้างหนึ่งถือดาบยาวไว้มั่นซึ่งสิ่งนี้เองที่ส่งชายฉกรรจ์รูปร่างใหญ่กว่าเจ้าตัวเกือบสองเท่าลงไปกองที่พื้นได้
“ไอ้ขี้แหยเอ๊ย! ทำอะไรของแกห๊า!!!!” เสียงฉลามหนุ่มตะโกนลั่นซอยพร้อมกับหันมาสำรวจความเสียหายของร่างบางตรงหน้า สังเกตเห็นรอยแผลถลอกมากมาย(ที่เกินจากการหกล้ม) แล้วยังมีรอยฟกช้ำบางที่(ที่เกิดจากการหกล้มอีกนั่นแหละ)
“ทำไมแกไม่เรียกคนมารับวะ ห๊า!? เซ่อ ซุ่มซ่ามแล้วยังโง่อีกรึไง? ไอ้คุณหนู? ฮ๊ะ?” คำถามที่เหมือนจะเป็นคำด่ามากกว่ามาเป็นชุดแทบไม่ได้หยุดหายใจ แล้วจึงกึ่งฉุดกึ่งลากมือเรียวของอีกฝ่ายให้เดินไปด้วยกัน
สุดท้ายก็ต้องให้สควอโล่มาช่วยอีกจนได้
นี่สควอโล่
นายเคยเบื่อฉันบ้างไหม?
เบื่อที่ต้องอยู่กับคนอย่างฉัน
รำคาญที่จะต้องมาคอยดูแลคนงี่เง่าที่ทำอะไรไม่เป็นเลยอย่างฉัน
ไม่สิ เพราะอย่างนี้เอง นายถึงไป
ถูกแล้วล่ะ
ก็ฉันน่ะ มันอ่อนแอ ไม่คู่ควรจะเป็นเพื่อนกับนายเลยซักนิด
“ถึงแล้ว! เข้าไปซะ!” เสียงตวาดปลุกเขาออกจากภวังค์แล้วพบว่าเดินมาจนถึงหน้าบ้านตัวเองเป็นที่เรียบร้อย
“ขอบใจนะ สควอโล่...”
“เออ!”
ดีโน่หันหลังให้แล้วผลักประตูบานหนาหนักเข้าไปภายในบ้าน เขาประหลาดใจอย่างมากที่ภายในนั้นมืดสนิททั้งที่ปกติจะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟนีออนบนเพดาน
“เซอร์ไพรซ์!!!”
แสงไฟสว่างขึ้นพร้อมกับเสียงเฮฮาจากผู้คนมากมาย ทั้งเพื่อนลูกน้อง คนในคฤหาสน์ และเพื่อนร่วมชั้นบางคนที่อุตส่าห์มา โรมาริโอ้สวมผ้ากันเปื้อนถือเค้กก้อนใหญ่ปักเทียน 15 เล่มเดินออกมาจากห้องครัว ทุกคนช่วยกันร้องเพลง Happy Birth Day ให้กับเจ้าของวันเกิดที่ยังคงทำหน้าสับสนอยู่ไม่หาย
Happy Birthday to you
Happy Birthday to you
Happy Birthday dear Dino
Happy Birthday to you~
“เป่าเค้กสิวะ ไอ้สวะนี่” เสียงแซนซัสผู้ทนไม่ไหวที่เห็นร่างบางยืนนิ่งเป็นหินราวกับสติรับรู้โดนตัดขาดไปแล้ว ก่อนวิญญาณจะกลับเข้าร่างได้ทันก่อนเพลิงพิโรธจะได้แผลงฤทธิ์ ดีโน่อธิษฐานแล้วเป่าเทียนทั้ง 15 เล่มดับภายในครั้งเดียว
“ขอบคุณทุกคนมากนะ ขอบคุณจริงๆ” ทั้งที่เขาเองลืมไปแล้วว่าเป็นวันเกิดตัวเอง แต่ทุกคนกลับจำได้ แถมยังแอบจัดงานเลี้ยงให้แบบนี้อีก
“จริงๆแล้ว ทั้งหมดเป็นความคิดของสควอโล่น่ะครับ” โรมาริโอ้แอบกระซิบบอก ว่าเด็กหนุ่มผมเงินเป็นผู้มาคุยกับเขาเรื่องการจัดงานวันเกิดนี้เป็นคนแรก
“สควอโล่น่ะเหรอ?”
“เออสิ ไอ้ฉลามสวะนั่นมันเที่ยวไปชวนใครต่อใครเค้าไปทั่ว แถมยังมาให้ฉันสอนทำอะไรบ้าๆนั่นให้อีก เหอะ!” เสียงห้าวพูดประชดแดกดันผู้ที่ไม่อยู่ในที่นี้
“จริงสิ แล้วสควอโล่อยู่ไหนล่ะ?”
“คงไปแอบอยู่ที่ไหนสักที่มั้งครับ” โรมาริโอ้ตอบทำเอาดีโน่เบิกตาด้วยความสงสัย เป็นคนริเริ่มจัดงานแท้ๆ ทำไมต้องหลบด้วยล่ะ?
“งั้นเดี๋ยวฉันจะไปลองหาดูนะ” ว่าเสร็จก็รีบวิ่งออกไปจากห้องอาหารที่ทุกคนอยู่ ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหน แต่สองเท้ากลับพาเจ้าตัววิ่งไปเรื่อยๆจนถึงระเบียงห้องนั่งเล่นที่แยกออกจากตัวคฤหาสน์อันแสนคึกคักด้วยประตูกระจก
เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีเงินยืนอยู่ตรงนั้นราวกับรู้ดีอยู่แล้วว่าเจ้าของวันเกิดจะมาหา นัยน์ตาต่างสีทั้งทองและเงินสบจ้องกันไม่วางตา ราวกับต่างคนต่างรอให้อีกฝ่ายพูดก่อน
“สะ..สควอโล่ คือว่า...”
“เอ้า!” กล่องสี่เหลี่ยมขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กถูกยื่นมาให้ กระดาษห่อของขวัญดูไม่เรียบร้อยนัก
“ให้ฉันเหรอ?”
“จะจ้องอะไรนักหนา นี่เพราะว่าไปช่วยแกนั่นแหละมันถึงได้เละแบบนั้นน่ะ!”
มือเรียวค่อยๆแกะห่อของขวัญนั้นออกอย่างระมัดระวัง(หรือทุลักทุเลก็ไม่รู้) กว่าจะแกะได้หมดก็กินเวลาไปมากโขทั้งๆที่คนห่อเองก็ไม่ได้ห่อซะซับซ้อนอะไรสักหน่อย
ของข้างในกล่องเมื่อเปิดดู เป็นม้าไม้แกะสลักด้วยมือตัวหนึ่งติดกับแท่นซึ่งมีกลไกทำให้ขยับได้รูปทรงภายนอกแม้จะมีบิดเบี้ยวไปบ้างแต่ก็สื่อให้เห็นความตั้งใจของคนทำได้อย่างชัดเจน ท่าทางนั้นราวกับม้าพยศที่จะทะยานพุ่งไปข้างหน้าอย่างองอาจ เข้มแข็งและไม่เกรงกลัวสิ่งใด
“สุขสันต์วันเกิดนะ เจ้าม้าพยศ...ขี้แหย” ยังไม่วายจะมีต่อท้ายอีกเพื่อให้สมเป็นสควอโล่ ร่างบางทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้น้ำตาแห่งความสุขไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
คนๆนี้
ทั้งๆที่ไม่ชอบเรื่องวุ่นวาย แต่กลับวางแผนจัดงานวันเกิดให้เขา
ทั้งๆที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร แต่กลับไปชวนคนอื่นในห้องมางานวันเกิดเขา
ทั้งๆที่ไม่ถนัด แต่ก็ไปขอให้แซนซัสสอนวิธีแกะสลักม้าไม้กลไกให้เป็นของขวัญเขา
“ฮึก..ขอบใจนะ ขอบใจมาก สควอโล่….
….ฉัน....ฉันชอบนาย....มาตลอด....ฮึก”
“ไอ้คุณหนู ใครเค้าพูดเรื่องแบบนี้แล้วร้องไห้กันมั่งฮ๊ะ!”
มือเรียวเอื้อมมาปาดน้ำตาที่สองข้างแก้มนวลให้อย่างอ่อนโยนขัดกับคำพูดที่ดูจะเอ่ยดุ หากแต่กลับแฝงความเอ็นดูไว้อย่างปิดไม่มิด ร่างสูงโปร่งโน้มใบหน้ามาจนใกล้แค่เพียงคืบก่อนจะแนบริมฝีปากประทับเปลือกตาบาง แล้วละลงมาแก้มที่ยังคงมีคราบน้ำตาอยู่
เขาเว้นระยะชั่วครู่ราวกับเปิดโอกาสให้ดีโน่ได้ตัดสินใจ ก่อนคนผมทองจะเป็นฝ่ายเอนตัวมาจูบเอง เป็นจุมพิตเพียงแผ่วๆแต่ก็ถ่ายทอดความรู้สึกได้อย่างลึกซึ้ง ร่างสูงกว่ากอดร่างบางไว้ในอ้อมแขนอุ่นแล้วกระซิบถ้อยคำแผ่วเบาที่ลอยหายไปกับสายลมอ่อนยามค่ำคืน
“ฉันก็รักแก ไอ้ขี้แหย”
END
Talk : ในที่สุดก็แต่งไม่ทันวันเกิดพี่โน่ TTATT เพราะเพิ่งคิดพลอตได้เมื่อเช้าตอนนั่งรถเมล์ ตอนแรกกะว่าจะเขียน D18 แต่นึกได้แต่ฟิคหื่นๆ อยากเขียนอะไรใสๆบ้าง เลยปิ๊งเป็นคู่นี้ออกมา แต่อยู่ออฟฟิศไม่มีโอกาสอู้มาเขียนเลยต้องมานั่งปั่นตอนเย็น สุดท้ายก็ไม่ทัน ฟิคออกมายาวกว่าที่คิดไว้ แต่งไปแต่งมามันเพิ่มนู่นเพิ่มนี่เยอะไปหมดค่ะ OTL
ส่วนตัวชอบคู่นี้นะ ดูเป็นเด็กนักเรียนที่ใสซื่อ ความรักระหว่างชาย-ชายที่ไม่จำเป็นต้องมีเรื่อง NC เข้ามาเกี่ยวข้อง อ๊างงงง
ปล.วันเสาร์อาิทิตย์ไม่อยู่นะคะ ไปงาน Kickoff บริษัท ถ้ามี True wifi จะแอบออน twitter (ฮาาา)
edit @ 5 Feb 2010 17:28:50 by freyachan
•~กุ๊ดจี่ Can Fly~•
「 AKUMI 」